รู้จักกับ GameFi สรุปว่ามันได้เงินจริงหรือหลอกลวงกันแน่ ?

รู้จักกับ GameFi สรุปว่ามันได้เงินจริงหรือหลอกลวงกันแน่ ?

ในสมัยก่อนย้อนกลับไป 10 – 20 ปีที่แล้วช่วงเกมออนไลน์เข้ามาใหม่ๆ ช่วงนั้นร้านเกมคนเข้าเยอะมากๆ และก็จะมีเกมไม่กี่ตัวที่โด่งดัง อาทิเช่น แร็คนาร็อก, ปังย่า, O2JAM, Getamped, โยกัง เป็นต้น แอดเชื่อว่าคอเกมต้องผ่านกันมาบ้างสักเกมแหละ แต่ในปัจจุบันโลกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และด้วยกระแส Crypto ที่กำลังมา ทำให้การพัฒนาเกมที่สามารถเล่นบน Blockchain ได้ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Game Fi นั่นเอง แล้วมันคืออะไร มาทำความรู้จักไปพร้อมๆ กันเลย

GameFi คืออะไร ?

Game Fi เป็นเกมที่มาจากคำว่า Game + Defi รวมกันเป็นคำว่า Game Fi ซึ่งเปิดให้บริการอยู่บน Blockchain โดยแต่ละตัวเกมก็จะมีการให้รางวัลที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรูปเกมเพลย์นั้นๆ อาทิเช่น มาจากการล่าสมบัติ จัดการมอนสเตอร์ เคลียร์เควสบางอย่างในเกมได้ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้สร้างเกมนั้นๆ นอกจากนี้เรายังสามารถซื้อขายไอเทมภายในเกม ส่วนราคาก็ขึ้นอยู่กับ Token มูลค่าการซื้อขาย และค่าเงิน ณ ตอนนั้นด้วย

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า GameFi ไม่ใช่การพนัน แต่คนที่ไม่เข้าใจอาจจะเห็นเรื่องของการได้การเสียของเงินมากกว่า เรื่องนี้อาจจะมาจากตัวค่าเงิน Crypto เองที่มีการขึ้นลงทุกวินาที ทำให้อาจจะเข้าใจผิดได้ว่ามันคือการพนัน

Axie Infinity

หนึ่งใน GameFi : Axie Infinity

ที่มาของคำว่า GameFi

หากย้อนกลับไปถึงคำว่า GameFi มีที่มาได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปตอนปี 2019 ช่วงเดือนพฤศจิกายน ผู้ก่อตั้ง Mix Marvel ที่เป็นนักพัฒนาเกมบน Blockchain ได้พูดถึงเรื่อง Cryptocurrency ที่จะมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมวงการเกมได้ หลังจากนั้น Andre Cronje (อ่านว่า แอนเดรีย ครอนเย่) ผู้ก่อตั้ง yEarn Finance ได้ออกมาอธิบายว่า GameFi คืออะไรและมีองค์ประกอบอะไรบ้าง จากนั้นก็ได้ใช้คำว่า GameFi มาจนถึงปัจจุบัน

Andre Cronje

Andre Cronje ผู้ก่อตั้ง yEarn Finance

รูปแบบของ GameFi

สำหรับรูปแบบ GameFi มีให้เลือกเล่นหลายรูปแบบ ทั้งเกมการ์ดอย่าง Axie Infinity แนวบริหารสินทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์อย่าง Uplands การหาสินทรัพย์หรือแร่ธาตุต่างๆ รวมถึงเปิด War กับคนอื่นๆ ในเกมอย่าง Alien Worlds

อนาคตของ GameFi

ตัว GameFi เพิ่งจะเริ่มนิยมตั้งแต่ปี 2020 เท่านั้น ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดระบาด และการเติบโตที่ทำให้หลายคนสนใจมากที่สุดก็มาจากเกม Axie Infinity ที่ล่าสุดในเดือนสิงหาคมปี 2021 เป็นเกมแรกของ Blockchain ที่มีการซื้อขาย Token รวมกันมากถึง 1 พันล้านดอลล่าห์ ทำให้ดึงดูดกระแสความน่าสนใจเกี่ยวกับ GameFi มากขึ้น รวมถึงสังเกตได้จากปัจจุบันมีเกมที่ถูกพัฒนาบน Blockchain มากขึ้นเรื่อยๆ และยังมองว่าน่าจะเติบโตไปได้อีกไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะเป็นไปได้สวยมากขาดไหน

ความเสี่ยงที่คุณจะต้องระวังเมื่อเล่น GameFi

Game Fi จะเป็นการลงทุนโดยใช้เงินจริงๆ แต่ต้องแลกเปลี่ยนให้เป็น Cryptocurrency ตามที่ Token ของเกมนั้นๆ กำหนดเอาไว้ ซึ่งจะมีทั้ง Bitcoin, Ethereum และสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งการเล่น GameFi ก็จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเกมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนไอเทม ซื้อสินทรัพย์มาบริหาร หากเราไม่วางแผนจัดการบริหารให้ดีสุดท้ายก็จะหมดตัวได้ ดังนั้นแล้วขึ้นชื่อว่าลงทุน ย่อมมีความเสี่ยงทุกอย่าง ควรจะศึกษาให้ดีก่อนการลงทุนทุกครั้งนะครับ และคลิปนี้เราไม่ได้สนับสนุนให้เล่นแต่อย่างใด เพียงแค่เสนอถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ GameFi เท่านั้น และระมัดระวังก่อนที่จะเริ่มลงทุนกับสิ่งใดๆ ก็ตาม

กรอบรูปสินค้า Manyframe กรอบรูปสินค้าออนไลน์ไม่ต้องจ้างกราฟิก ทำได้ผ่านทั้ง Canva Photoshop และแอพในมือถือ ตกเพียงกรอบละ 0.8 บาทเท่านั้น

ฟังสรุปเรื่อง GameFi ผ่าน YouTube

สรุป

GameFi สามารถเล่นแล้วได้เงินจริงๆ แต่ก่อนที่คุณจะได้เงินนั้นมันก็ต้องลงทุนเช่นกัน โดยบน GameFi จะเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือไอเทม รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ กับผู้เล่นคนอื่นโดยผ่านสกุลเงินของเกมนั้นๆ ซึ่งความเสี่ยงในการล้มของเกมมีค่อนข้างสูงมากเลยทีเดียว ฉะนั้นหากใครที่คิดจะเล่น ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการเล่นทุกครั้ง เพราะคุณจะมีโอกาสรวยหรือหมดตัวได้หากคุณไม่ระวังและไม่มีความรู้มากพอ

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Bitcoin ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Bitcoin ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

Bitcoin เป็นเหรียญที่อยู่ในตระกูลของ Cryptocurrency ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดในทั่วโลกก็จะมี Bitcoin นี่แหละที่เป็นตัวเด่นของวงการ Cryptocurrency ในคลิปนี้แอดจะพามารู้จักเกี่ยวกับ Bitcoin ให้มากขึ้นดีกว่า เผื่อใครที่สนใจ Crypto อยู่แล้วจะได้รู้จักกับมันมากยิ่งขึ้น มารับชมไปพร้อมๆ กันเลย

1. การถือกำเนิด Bitcoin ทำให้เกิด Blockchain

Bitcoin ก่อนที่จะถือกำเนิดมาได้ก็ต้องมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain เสียก่อน พูดง่ายๆ มันถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันกับ Bitcoin เลย ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่า Blockchain เป็นที่สำหรับสร้างสกุลเงิน แต่แท้จริงแล้วสกุลเงินที่ถูกสร้างบน Blockchain มันจึงเป็นเพียงแอพๆ หนึ่งที่อยู่บน Blockchain เท่านั้นเองครับ

2. คนสร้างเหรียญ Bitcoin คือ Satoshi Nakamoto

ผู้สร้างเหรียญ Bitcoin อย่าง Satoshi Nakamoto นั้นได้กังวลเกี่ยวกับปัญหาทางด้านการเงินของโลก ที่หลายๆ ประเทศมีการผลิตธนบัตรออกมากันได้เรื่อยๆ เพื่อโอบอุ้มเศรษฐกิจ และมันอาจจะส่งผลกระทบถึงอนาคตกลายเป็นปัญหาทั่วโลกได้ จึงได้มีการพัฒนาระบบเพื่อที่จะได้ไม่มีใครควบคุม แทรกแซง และให้ผลตอบแทนผู้ตรวจสอบเป็น Bitcoin นั่นเอง

3. เคยมีคนจ่ายค่าพิซซ่าสูงถึง 10,000 BTC

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2010 ชายทื่ชื่อว่า Laszlo ได้โพสต์บนบอร์ดชุมชน Bitcoin ว่าเค้าต้องการซื้อพิซซ่า Papa John ขนาดใหญ่ 2 ถาด ด้วยมูลค่ากว่า 10,000 BTC ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ Laszlo สามารถใช้ Bitcoin ซื้อของบนโลกแห่งความเป็นจริงได้ครั้งแรก ซึ่งหากคิดมูลค่า ณ ปัจจุบัน (วันที่ 21/10/64) 1 Bitcoin เท่ากับ 2.153 ล้านบาท หรือคิดมูลค่ารวมกันราวๆ 21,000 ล้านบาทนั่นเอง แหม่ ตอนนั้นใครจะคิดว่ามูลค่า Bitcoin จะพุ่งไปขนาดนี้กันนะ

Lazslo

Lazszlo ชายผู้ซื้อพิซซ่าด้วย 10,000 Bitcoin

4. Bitcoin มีเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น

สำหรับ Bitcoin ซาโตชิได้ออกแบบให้มันมีเพียงแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น ณ ปัจจุบันถูกขุดไปแล้วกว่า 18.5 ล้านเหรียญ ซึ่งซาโตชิก็ได้เซตระบบไว้ว่าทุกๆ 4 ปี ใครที่ขุด Bitcoin มันจะได้รับผลตอบแทนลดลงครึ่งหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Bitcoin Halving นั่นเอง

จำนวน Bitcoin

จำนวนเหรียญ Bitcoin ที่ถูกขุดไป ณ ปัจจุบัน

5. FBI อาจจะเป็นเจ้าของ Bitcoin ที่มากอันดับต้นๆ ของโลก

บางครั้งการโจมตีด้วย Ransomware หรือ Scam ก็มักจะเรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin เพราะโจรบางคนอาจจะมองว่ามันไม่สามารถตรวจสอบได้ และเมื่อผู้ทำผิดกฎหมายถูกสาวเรื่องไปถึงตัวเพื่อจับกุมจึงทำให้เหรียญ Bitcoin ถูกยึดไปด้วย โดยจากที่ประเมินคาดว่า FBI น่าจะถือไว้สูงถึง 1.5% จากจำนวนบิทคอยน์ทั้งหมด

6. Bitcoin ไม่ได้ถูกกฎหมายทุกประเทศ

ถึงแม้ Bitcoin จะได้รับความนิยมไปทั่วโลก ปัจจุบันจะมีจีนและอินเดียที่มีกฎหมายประกาศออกมาเลยว่าการถือครอง Bitcoin หรือแม้กระทั่งทรัพย์สิน Cryptocurrency สกุลอื่นๆ ก็มีความผิดเช่นกัน แต่ในไทยนั้นได้มีกฎหมายรองรับสำหรับธุรกรรม Cryptocurrency บ้างแล้ว แต่ต้องใช้บริการในเจ้าที่ได้รับการรองรับเท่านั้น

7. Bitcoin ไม่เหมาะกับการฟอกเงินเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับบางคนอาจจะมองว่า Bitcoin สามารถเป็นตัวฟอกเงินให้กับผู้คนที่ทำผิดกฎหมายได้ เพราะมันจะไม่สามารถระบุตัวตนที่แลกเปลี่ยนได้เลย แต่ในทางกลับกันสำหรับแต่ละประเทศการที่เราจะเทรดเงิน Crypto สกุลใดๆ ก็ตาม ต้องมีการทำผ่านนายหน้า และถ้าต้องการฟอกออกมาเป็นเงินตามที่เราใช้ปกติทั่วๆ ไป ยังไงก็ต้องโอนเงินผ่านระบบธนาคารอยู่ดี ทำให้หากเทียบกับการฟอกเงินด้วยเงินสดกับ Bitcoin นั้น ผู้ที่กระทำผิดส่วนใหญ่ก็ยังคงเลือกใช้เป็นเงินสดในการฟอกเงินมากกว่าอยู่ดี

สรุป

ช่วงนี้ Bitcoin กำลังเป็นขาขึ้นอย่างมาก เพราะถ้านับตามวันที่แอดเขียน (วันที่ 21/10/64) 1 Bitcoin เท่ากับ 2.1 ล้านบาท ทำให้บางคนก็หลุดพ้นออกจากดอยบ้าง บางคนก็กลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืนบ้าง แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนนั้น แอดอยากให้ทุกคนหาข้อมูลดีๆ และตัดสินใจให้รอบคอบก่อนการลงทุน ไม่อย่างงั้นเดียวจะขาดทุนเอาได้

ขายงาน NFT ที่ไหนดี ? เปรียบเทียบ 3 ช่องทางขาย NFT ยอดนิยมทั่วโลกกัน

ขายงาน NFT ที่ไหนดี ? เปรียบเทียบ 3 ช่องทางขาย NFT ยอดนิยมทั่วโลกกัน

ในยุคนี้ทุกอย่างดูดิจิตอลดูทันสมัยไปหมด แม้กระทั่งงานศิลปะก็สามารถขึ้นขายเป็นออนไลน์แบบไฟล์หรือการส่งรูปภาพที่เราทำจริงๆ ไปให้ก็ยังได้ ซึ่งการชายงานศิลปะยอดนิยมสมัยนี้ก็คือ NFT และก็มีศิลปินหลายคนที่นำผลงานตัวเองไปขึ้นขายไว้ ซึ่งก็มีพี่ติ๊กชีโร่ ยังโอม ที่นำผลงานออกมานำเสนอ ซึ่งบทความนี้เดียวแอดจะมาเปรียบเทียบแต่ละช่องทางให้นะครับว่ามันมีอะไรเด่นอะไรด้อยบ้าง คนที่สนใจ NFT ต้องไม่พลาดเด็ดขาด

เปรียบเทียบ 3 ช่องทางขาย NFT ยอดนิยมทั่วโลก (กดเลือกอ่านได้)

ก่อนอื่นใครที่ยังไม่รู้จักกับ NFT ว่าคืออะไร แอดมีสรุปย่อๆ ให้แล้วเรียบร้อย สามารถเข้าไปอ่านได้ที่่บทความ :NFT คืออะไร ? ทำไมถึงทำเงินได้หลักล้านบาทต่อชิ้น !!

ส่วนใครที่รู้มาระดับหนึ่ง และมีความสนใจที่จะวางขาย บทความนี้มีการเปรียบเทียบสัก 3 ช่องทางไว้ให้คุณลองเก็บข้อมูลและตัดสินใจอีกทีครับ

1. Opensea

ปัจจุบัน Opensea เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายงาน NFT ใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มีงาน NFT บน Opensea มากกว่า 20 ล้านรายการ ที่สำคัญค่า Gas Fee ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น

จุดเด่นของ Opensea

  • สามารถดูผ่านบน App ได้ แต่เท่าที่แอดเล่นเหมือนจะซื้อขายไม่ได้
  • งาน NFT มีหลากหลายประเภท ทั้งวิดีโอ เพลง งานสะสม ศิลปะ และอื่นๆ อีกมากมาย
  • เปรียบเทียบต้นทุน Gas Fee บน Opensea ถูกกว่าที่อื่นมาก

แต่เรื่องค่า Gas Fee ต้องเช็คกับค่าเงินด้วยนะ มันจะมีช่วงขึ้นลงของมันอยู่เสมอตามค่าเงิน Cryptocurrency

2. Foundation.app

เป็นเว็บไซต์ที่มีศิลปินต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลกรวมกันอยู่ในนั้น และผลงานส่วนใหญ่ก็จัดว่ามีคุณภาพดีพอสมควร และถ้าหากคุณอยากจะจำหน่ายงาน NFT บน Foundation.app บ้างคุณจะต้องได้รับการเชิญชวนจากคนที่เป็นสมาชิก Foundation ก่อนอยู่แล้ว ถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปวางจำหน่ายได้ (คล้ายๆ กับ Clubhouse ช่วงแรกเลย)

จุดเด่นของ Foundation.app คือ

  • ส่วนใหญ่งานจะมีราคาค่อนข้างสูง ทำให้คุณสามารถขายงานในราคาสูงได้
  • มีระบบประมูลภาพ NFT
  • มีโอกาสได้ Connection จากศิลปินท่านอื่นๆ มาก

สำหรับใน Foundation นั้นจะรวบรวมศิลปินต่างๆ จากทั่วโลก และมีคนที่เก่งๆ มากมายรวมตัวกันอยู่บนนั้น หากใครที่กำลังมองหาสังคมดีๆ แวดล้อมด้วยคนเก่งๆ Foundation ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่แอดแนะนำเลยครับถ้ามีโอกาสเข้าไปได้

3. แพลตฟอร์ม Rarible

เป็นแพลตฟอร์มที่มีความคล้ายคลึงกับ Opensea เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งบนแพลตฟอร์มก็จะมีผลงาน NFT ที่หลากหลายเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ Meme ไปจนถึง NFT รูปแบบของเกม และก่อนที่จะลงขายงานบน Rarible ได้จำเป็นจะต้องใช้ซอฟท์แวร์ของ Rarible เพื่อเปลี่ยนสกุล Crypto เป็น Rari ก่อนในการลงขาย

จุดเด่นของ Rarible

  • มีความปลอดภัยค่อนข้างมาก เพราะผู้ขายจะต้องมีป้ายยืนยันตัวตน
  • มีโทเค็นที่กำหนดว่าจะสร้างงานซ้ำหรือสร้างครั้งเดียวได้
  • ผู้สร้างใน Rarible สามารถกำหนดเปอร์เซ็นต์ยอดขายในอนาคตได้

ฟังเรื่อง เปรียบเทียบ 3 ช่องทางขาย NFT ผ่าน YouTube

สรุป

สำหรับใครที่สนใจเรื่องงาน NFT อยู่ก็อย่าลืมเข้าไปศึกษารายละเอียดกันอีกทีนะ เพราะมันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และบางแพลตฟอร์มก็กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาอีกด้วย อาจจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก โดยเฉพาะเรื่อง Gas Fee ที่จะต้องดูนิดนึงว่าช่วงไหนค่ามันขึ้นหรือลง ไม่งั้นแล้วเราขายงานไปอาจจะไม่คุ้มเพราะ Gas Fee ก็ได้