10 เทคนิคที่ร้านขายดีบน Shopee มักจะใช้กัน

10 เทคนิคที่ร้านขายดีบน Shopee มักจะใช้กัน

คนขายของส่วนใหญ่นอกจากจะขายของบน Facebook แล้วยังนิยมขายบนแพลตฟอร์ม eCommerce อย่าง Shopee หรือไม่ก็ Lazada ด้วย แน่นอนว่าหากคุณกระโดดเข้าไปร่วมขายสินค้า ณ ตอนนี้คุณต้องเจอกับปัญหาในเรื่องของการตัดราคากันอย่างถล่มทลาย หาสินค้าตัวเองไม่เจอ และอีกสารพัดปัญหา แล้วทำไมบางคนเพิ่งเปิดร้านแล้วทำไมขายดีล่ะ เราทำบ้างไม่เห็นขายดีเลย ลองดูวิธีการทำให้ร้านเราขายดีบ้างดีกว่า

1. คูปองติดตามร้านไม่ควรขาด

หากคุณเป็นคนที่เริ่มต้นจาก 0 เลย ไม่มีฐานลูกค้า ไม่มีคนรู้จักร้านเรา อันดับแรกๆ ถ้าอยากให้คนรู้จักเราลองให้พวกเค้าติดตามร้านค้าของเราดู แต่การจะทำให้ลูกค้ากดติดตามร้านค้าเราคงเป็นเรื่องยากพูดกันง่ายๆ ก็เหมือนการกด Subscribe ช่อง YouTube สักช่องที่มีความยากเย็นแสนเข็น แต่ถ้าคุณสร้างคูปองให้ผู้ติดตามกดแล้วมีส่วนลดให้สำหรับการซื้อสินค้าของเรา แน่นอนว่าย่อมมีลูกค้ากดง่ายกว่าการที่เราไม่มีอะไรให้เลย และเมื่อมีคนติดตามร้านในระดับหนึ่งแล้ว มันก็จะส่งผลให้สินค้าของเราขายดีมากขึ้น และช่วยเพิ่มยอดขายจากฟีเจอร์ต่างๆ ที่ทาง Shopee เค้ามีมาให้ในอนาคตนั่นเอง

2. ตั้งชื่อให้เป๊ะ ทำชื่อสินค้าให้ค้นหาง่าย

ไม่ว่าแพลพตฟอร์มออนไลน์ไหนๆ การตั้งชื่อให้กับสินค้าหรือแม้กระทั่งชื่อร้านค้าก็มีผลกับการค้นหาของลูกค้าทั้งนั้น คุณอาจจะเจอสินค้าบางตัวที่ตั้งชื่อหลากหลายสรรพนาม อาทิเช่น ร้านขายกรงสัตว์เลี้ยงอาจจะตั้งชื่อว่า

“กรงสัตว์เลี้ยงขนาด 50 x 50 ซม. กรงกิ้งก่า กรงงู กรงหนูแฮมเตอร์ กรงกระต่าย กรงน้องแมว”

การที่เค้าตั้งชื่อแบบนี้หมายความว่าเมื่อลูกค้าค้นหาคำใดก็ตามก็มีโอกาสที่จะเจอสินค้าของร้านนี้ง่ายขึ้น แต่บางครั้งการตั้งชื่อแบบนี้ก็อาจจะโดนเรื่อง Spam คำได้เช่นกัน ดังนั้นตั้งให้เหมาะสมและเป็นคีย์ไม่ที่ Spam รวมถึงลูกค้าก็ค้นหาด้วยจะดีที่สุด

3. ใช้ Feed ให้เกิดประโยชน์

ทางฝั่งของ Shopee เองก็มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ทั้งฝั่งลูกค้าเองและฝั่งผู้ขายเองก็ด้วย หลายคนอาจจะเคยโพสต์ฟีดไปแล้วแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่าบางครั้งระบบ Algorithm ของ Shopee ก็มีการดันโพสต์เก่าๆ ที่อาจจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาแสดงให้เห็นอีกครั้งด้วย และพยายามอย่าโพสต์แต่เพียงรูปภาพอย่างเดียว ให้โพสต์แบบผสมสินค้า วีดิโอ และอย่าลืมติด Tag ให้กับสินค้านั้นๆ ด้วย

4. แนะนำสินค้าอื่นๆ ด้วย Flexible Combo

หากคุณเข้าไปในร้านขายดีหลายๆ ร้าน เค้ามักจะมีโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ อยู่แล้ว แต่จะเห็นได้บ่อยกับเหล่าสินค้าที่สามารถนำมาทำจับคู่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ขายไม้ม็อบถูพื้น ก็จะมีแนะนำประมาณว่าหากคุณซื้อไม้ม็อบและผ้าเปลี่ยนราคาจะถูกลงกว่าการซื้อแยก และยังเป็นการทำให้ขายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นอีก

5. ติดคูปองส่วนลดไว้ในร้านหน่อย

เริ่มต้นหากเราเพิ่งเป็นร้านใหม่หรือไม่ก็อยู่มานานแล้วแต่ไม่มียอดขาย ให้ลองสร้างคูปองติดไว้ในร้านบ้างเพราะบางครั้งลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแล้วแต่รอส่วนลดอยู่ การมีส่วนลดในร้านก็จะช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น แนะนำว่าควรสร้างคูปองหลายๆ ราคาหน่อย เช่น 100 ลด 5 บาท 200 ลด 10 บาท เป็นต้น ลองคำนวณความคุ้มทุนของแต่ละคนดู

รวมกลุ่มเป้าหมายของสินค้าทุกชนิดไว้ใน E-Book เล่มเดียว ยิงแอดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

6. ทำ Social Partner เพิ่มยอดขาย

การทำ Social Partner ก็เหมือนกับการทำ Affiliate Link ตามปกติทั่วไป หากคุณเป็นคนที่ใช้งานโซเชียลมีเดียเพื่อโปรโมทร้านค้าตัวเองบน Shopee อยู่แล้วก็ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากคุณวางลิงค์ที่ได้จากการสมัคร Social Partner และลูกค้าเกิดการซื้อสินค้าเราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นอีกด้วย เป็นอีกตัวที่คุ้มมากๆ และเจ้าใหญ่หลายเจ้าก็นิยมทำกันเพราะจะได้มีส่วนต่างไว้ทำการตลาดเพิ่มเติมในอนาคต

7. โปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์อื่นๆ

การทำธุรกิจหรือแม้กระทั่งการขายสินค้าจำเป็นต้องมีการโปรโมท เพราะถ้าหากคุณไม่ทำโฆษณาหรือการตลาดใดๆ เลยคนก็จะไม่รู้จัก ถึงแม้รู้คุณก็จะได้ยอดขายเท่าเดิม การโปรโมทผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็มีโอกาสที่คุณจะได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และยังได้ยอดขายเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เฉพาะบนโซเชียลมีเดียอย่างเดียว บนแพลตฟอร์มก็ควรทำโฆษณาบ้างเช่นกัน

8. เข้าร่วมแคมเปญอย่างสม่ำเสมอ

บน Shopee เองก็มีแคมเปญต่างๆ ให้เข้าร่วมมากมายหลายหมวดหมู่ หากคุณขายสินค้าที่ทาง Shopee มีแคมเปญแอดก็แนะนำว่าอยากให้เข้า เพราะมันจะช่วยเพิ่มการมองเห็นและ Shopee เค้ายังจะช่วยแนะนำสินค้าไปให้ผู้ซื้อได้เห็นมากขึ้น แต่ต้องเช็คด้วยว่าเข้าไปแล้วเราขาดทุนหรือไม่ ถ้าเรายังรับได้ก็ควรเข้า

9. เข้าร่วมโปรแกรมต่างๆ ของ Shopee

Shopee มีโปรแกรมสำหรับร้านค้าไม่ว่าจะเป็นส่งฟรี ได้ Coin Cashback ซึ่งโปรแกรมนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถใช้โค้ดส่วนลดที่ Shopee แจกได้ และมีโอกาสที่เราจะได้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้สินค้าของเราจะได้ติด Tag พิเศษตามแต่ละโปรแกรมที่เราสมัคร แต่ต้องดู % ที่ถูกหักให้ดีด้วยนะ เพราะหลายคนเจ็บมาเยอะแล้วเหมือนกัน

10. ทำรูปสินค้าให้ดี

บนแพลตฟอร์ม eCommerce จุดเด่นที่มากกว่าพาดหัวคือ “รูปภาพ” มันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมาก เพราะสิ่งแรกที่ลูกค้าจะเห็นก็คือรูปภาพ และคุณควรจะทำรูปภาพให้สวย ทำให้ลูกค้าอยากกดเข้าไปดู หากนึกไม่ออกลองนึกถึงตัวเองก็ได้ว่าที่เรากดเข้าไปดูสินค้าเพราะอะไร แล้วเราก็ค่อยๆ ปรับไป มันช่วยได้เยอะเลย

สรุป

ปัจจุบันบนแพลตฟอร์มเองก็มีคู่แข่งที่ค่อนข้างมากทั้งคนไทยและต่างชาติเอง ทำให้การขายเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นมันก็ยังมีปัจจัยเหล่านี้ที่ร้านใหญ่ๆ ใช้และสามารถขึ้นเป็นร้านค้าเบอร์ต้นๆ ของ Shopee ด้วยเช่นกัน ซึ่งบางคนอาจจะรู้อยู่แล้วแต่ยังไม่เคยลองทำ ลองเอาไปทำดูสักครั้งแอดเชื่อว่าร้านของคุณต้องดีขึ้นมากๆ อย่างแน่นอน

10 แอพที่จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างไหลลื่นมากขึ้นในปี 2022

10 แอพที่จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างไหลลื่นมากขึ้นในปี 2022

งานในแต่ละวันของหลายคนอาจจะมีเยอะแยะมากมายจนไม่สามารถจัดการและจัดระเบียบได้ไหว นอกจากนี้ยังไม่สามารถทำได้รวดเร็วเท่ากับความต้องการของตัวเราเองด้วย จะดีกว่ารึเปล่าถ้ามีแอพสำหรับช่วยทุ่นเวลาในการทำงาน และสามารถจัดการระเบียบงานได้ดีมากยิ่งขึ้นกับ 10 แอพที่จะช่วยให้ทำงานได้อย่างไหลลื่น

10 แอพที่จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างไหลลื่นมากขึ้นในปี 2022 (กดเลือกอ่านได้)

1. Trello

Trello เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดระเบียบการทำงานให้ดูง่ายและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บุคคลอื่นๆ ก็สามารถทำงานร่วมกันภายในบอร์ดได้ หากเราต้องการทำงานไหนก็สามารถสร้างการ์ดรายละเอียดงานและติดแท็กให้กับผู้รับผิดชอบงานนั้นๆ ได้ด้วย และ Trello ยังสามารถเชื่อมต่อการทำงานกับแอพอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกเช่น Google Drive, Drop Box ฯลฯ

Trello

2. Rescue Time

ในปัจจุบันสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก เรียกได้ว่ามันเป็นปัจจัยที่ 5 ที่คนไม่สามารถขาดได้แล้ว ซึ่งบางครั้งเราใช้งานสมาร์ทโฟนมากเกินไปอาจจะเสียเวลาและเปล่าประโยชน์ได้ แอพ Rescue Time มันจะทำการจับเวลาความสนใจในการใช้งานสมาร์ทโฟน เพื่อให้เราจัดการเวลาได้ดีมากยิ่งขึ้น

3. Teamviewer

โปรแกรมสำหรับการทำงานระยะไกลในการเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ โดยเฉพาะการทำงานของบริษัทต่างๆ ที่อาจจะมีการใช้ซอฟท์แวร์บางอย่างเฉพาะของที่ออฟฟิศ เราก็สามารถใช้ TeamViewer เข้าไปทำงานในคอมของออฟฟิศได้ตลอดเวลาตราบใดที่ยังไม่หลุดจากการเชื่อมต่อ

Teamviewer

4. Slack

สำหรับช่วง Work From Home การติดต่อสื่อสารและการประสานงานระหว่างทีมก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งแอพพลิเคชั่น Slack สามารถช่วยให้คุณทำงานกับทีมได้ดี เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน บน Slack เราสามารถแยกแชทในแต่ละโปรเจคได้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน นอกจากนี้การโยนไฟล์ลงไปใน Slack ก็ไม่มีวันหมดอายุด้วย

5. SignEasy

หากใครที่มีความจำเป็นต้องเซ็นเอกสารในทุกๆ วัน แอพ SignEasy สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีมาก มันรองรับไฟล์ได้หลากหลายไฟล์เช่น PDF, Word, Excel และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้มีสีให้เลือกอย่างหลากหลาย และสามารถเชื่อมต่อเข้ากับแอพต่างๆ ในการเซ็นและการส่งเอกสารได้ด้วย

เซ็นเอกสารออนไลน์

การเขียนพาดหัวให้ปังทำได้ไม่ยาก เพิ่มยอดขายได้ชัวร์ ก็อปวางเป็นของคุณได้ทันทีแบบง่ายๆ

6. การแชร์ไฟล์ระหว่างกัน

แน่นอนว่าถ้าคุณยัง Work From Home อยู่ก็คงหนีไม่พ้นการส่งงานผ่านช่องทางออนไลน์ และบางครั้งก็ไม่สามารถส่งไฟล์ขนาดใหญ่ผ่านช่องทางที่เราใช้สนทนาอยู่ทุกวันได้ หากต้องการแชร์ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ให้กับคนอื่น แอพเหล่านี้สามารถใช้งาน เพียงแค่โยนไฟล์และเอาลิงค์ให้กับผู้อื่นก็สามารถส่งได้แล้ว

Google Drive, Drop Box, Wetranfer

Google Drive

7. Todoist

เป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยจัดการในสิ่งที่เราต้องทำในแต่ละวัน มีลักษณะคล้ายกับ Trello เลย คุณสามารถกำหนดเวลาเริ่มงานและเวลาที่ควรจะเสร็จงานชิ้นนั้นๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอีเมลของเราได้อีกด้วย เวลามีใคร Assign หรือเพิ่มเติมอะไรก็จะมีเมลแจ้งเตือนเข้ามา

8. Google Drive

แอพที่ครอบคลุมกับการทำงานของเราได้มากที่สุด ไม้ว่าจะเป็นการฝากไฟล์งานหรือส่งไฟล์งานหากันก็สามารถทำได้ รวมถึงการสร้างเอกสารออนไลน์ที่จำเป็นต้องทำร่วมกันในทีมก็ทำได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งแอพที่ไม่ควรพลาดเลยสำหรับการทำงาน

Google Drive

9. App Canva

แอพพลิเคชั่นสำหรับการทำรูปภาพในการโฆษณาหรือทำ Artwork แบบเร่งด่วนก็สามารถใช้ Canva ทดแทนในการออกแบบได้ระดับหนึ่ง เหมาะอย่างมากสำหรับคนที่ต้องการงานด่วนจี๋และมีรูปแบบที่สวยงาม Canva ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยทำทั้งรูป รวมถึงทำพรีเซนต์แบบ Powerpoint ก็ทำได้เช่นกัน

10. Zapier

เป็นแอพที่รวบรวมแอพการทำงานหลายตัวให้อยู่ในที่เดียว ไม่ต้องเปิดสลับไปมาให้เสียเวลา เพียงแค่เราเชื่อมต่อกับแอพที่เราใช้งานประจำเราก็สามารถ Control แอพทั้งหมดผ่าน Zapier ได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น Gmail Google drive

สรุป

จาก 10 แอพที่ได้แนะนำไปสามารถช่วยให้คุณทำงานได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และประหยัดเวลาในการทำงานได้พอสมควร นอกจากนี้เรายังจัดการงานได้อย่างเป็นระบบระเบียบ ลำดับงานก่อนหลังได้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการทำงานได้อย่างสูงสุด

10 เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่คุณควรใช้ ทำให้ง่ายต่อธุรกิจมากขึ้น

10 เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่คุณควรใช้ ทำให้ง่ายต่อธุรกิจมากขึ้น

จากการเกิดโรคระบาดทำให้โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะผู้คนต่างก็เกรงกลัวติดโรคจึงลดปฏิสัมพันธ์ทางด้านโลกภายนอกกันชั่วคราว และหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการติดต่อกันมากขึ้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายธุรกิจก็ใช้แพลตฟอร์มต่างๆ บนโลกออนไลน์เข้ามาช่วยทำการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ทีนี้เมื่อผู้คนใช้โลกออนไลน์เป็นหลัก สิ่งที่ขาดไม่ได้กับธุรกิจเลยคือ “เครื่องมือการตลาดออนไลน์” โดยหลักๆ จะมีดังนี้

1. Website

เว็บไซต์เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือด้านการตลาดออนไลน์ที่คุณสามารถนำไปต่อยอดกับธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO SEM โฆษณาต่างๆ รวมถึงการเชื่อมต่อ Facebook เพื่อ Retargeting ทำ Conversions ต่อได้จากการติด Pixel ให้กับเว็บไซต์ โดยส่วนมากแล้วสำหรับคนขายของทั่วไปที่มีสินค้าไม่เยอะก็มักจะเลือกใช้ Sale Page เข้ามาทำเป็นหลักเพื่อให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น

การทำเว็บไซต์ในสมัยนี้ก็ไม่ได้มีความยากเหมือนกับเมื่อก่อน เพราะสมัยนี้มีแพ็คเกจในการสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเองมากมายหลายเจ้า มีเจ้าให้บริการ Sale Page ทำเว็บไซต์สำเร็จรูปต่างๆ ลากวางแล้วก็ใช้ได้เลยก็มี แต่หลังๆ คนก็เริ่มใช้ WordPress ทำกันเยอะมากขึ้น มันมีความง่ายในการปรับปรุง แถมยังเป็นมาตรฐานสำหรับ Google อีกด้วย และต่อยอดในอนาคตได้หลากหลาย

2. SEO & SEM

การทำ SEO & SEM จะทำอยู่บนเว็บไซต์เป็นหลัก ในเครื่องมือนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสที่จะค้นหาเจอได้ง่ายดายมากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณเป็นคนขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง “ทีวี” คุณก็เขียนบทความที่มีคำเกี่ยวข้องกับทีวีได้ หากเข้าใจหลักการในการทำ SEO และเข้าใจกับ Google ได้ในระดับหนึ่ง มันก็จะช่วยพาให้เว็บไซต์ของคุณทะยานสู่อันดับแรกๆ เมื่อลูกค้าค้นหาคำว่าทีวีใน Google ได้ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะง่ายอย่างที่คิด มันต้องใช้เวลาในการทำและต้องใส่ใจมันพอสมควรถึงจะติดอันดับใน Google ได้

ยิ่งสำหรับคนที่ใช้ WordPress ก็จะมีความได้เปรียบตรงที่มี Plugin สำหรับการทำ SEO โดยเฉพาะ ซึ่งจะนิยมใช้กัน 2 ตัวคือ Yoast SEO และ RankMath มาช่วยในการทำให้มีไกด์ไลน์และทำได้ง่ายยิ่งขึ้น มันไม่ได้ส่งผลต่อการจัดอันดับแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่ปลั้กอินสำหรับไกด์ไลน์การทำ SEO เท่านั้น

ทำ SEO

ทำ SEO สังเกตได้ว่าจะไม่มีคำว่า “โฆษณา” อยู่ด้านหน้า URL 

ส่วนคนที่ไม่ชำนาญเรื่องการทำ SEO แต่ชำนาญเรื่องโฆษณาก็อาจจะลองใช้ SEM ช่วยทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกได้เช่นกัน แต่ก็ต้องใช้เงินทำและเลือกคีย์เวิร์ดให้ดี

ทำ SEM

ตัวอย่าง SEM สังเกตง่ายๆ จะมีโฆษณานำหน้า

3. โฆษณาบนโลกออนไลน์

ทุกแพลตฟอร์มเกี่ยวกับ Social Media ก็จะมีเครื่องมือสำหรับช่วยทำการตลาดออนไลน์อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการโฆษณาที่จะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้มากขึ้น ใม่ว่าจะเป็นการทำโฆษณาผ่านทาง Facebook Instagram LINE Official หรือแม้กระทั่งแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่หลายคนก็มักจะใช้ Facebook เป็นตัวโฆษณาหลักเพื่อเชื่อมต่อกลุ่มเป้าหมายให้ไปยังปลายทางที่เราต้องการได้เช่นกัน อันนี้ก็ต้องแล้วแต่วัตถุประสงค์ของแต่ละคน

FB Library

ตัวอย่างโฆษณาที่ Google ทำบน Facebook

4. Google Trends

Google Trends ถึงแม้จะเป็นเครื่องมือฟรีที่ดูไม่มีอะไร แต่รู้หรือไม่ว่ามันสามารถช่วยบอกลำดับการค้นหายอดนิยมแบบคร่าวๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับสายขายของออนไลน์แล้วเครื่องมือนี้ก็พลาดไม่ได้เช่นกัน เพราะเราสามารถนำชื่อสินค้าที่คนเรียกๆ กันไปค้นหาได้เช่นกัน ซึ่งเราอาจจะต้องหานิดนึงว่าสินค้าตัวนั้นคนมักจะพิมพ์ว่าอะไร แล้วเราก็ไปค้นหาใน Google Trends เพื่อเช็คได้เลย รวมถึงมันจะมีแนะนำคำค้นหาที่เกี่ยวข้องให้กับเราด้วย

เครื่องมือเช็คคีย์เวิร์ด
เครื่องมือทำ SEO

ประหยัดต้นทุนในการทำโฆษณาลง 30% และค้นหากลุ่มเป้าหมายให้กับธุรกิจได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย InterestPRO

6. Mandala Analytics เครื่องมือช่วยในการฟังเสียงของลูกค้า

สำหรับโลกออนไลน์ไม่ว่าแพลตฟอร์มใดๆ ก็ตามหากใครมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็สามารถทำให้บริษัทมีความก้าวหน้าได้มากยิ่งขึ้น หากสามารถนำข้อมูลตรงนั้นไปต่อยอดได้ โดยเครื่องมือ Mandala Analytics จะช่วยให้คุณเข้าถึง Insights ของผู้บริโภคในแต่ละแพลตฟอร์มทั้ง Facebook Instagram Twitter YouTube และอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้คุณเอาข้อมูลตรงนั้นมาต่อยอด ปรับปรุง พัฒนา รวมถึงทำแคมเปญทางการตลาดใหม่ๆ ให้ตรงใจกับผู้บริโภคได้ และช่วยให้เราเข้าถึงประเด็นของผู้บริโภคได้อย่างง่ายที่สุด

Tips : Mandala Analytics มีให้เราทดลองใช้ฟรี 14 วันด้วย สามารถเข้าไปลองใช้งานได้ที่ลิงค์นี้เลย

www.mandalasystem.com

Mandala Analytics

เครื่องมือ Social Listening Tools ของ Mandala Analytics

7. Mailchimp

เป็นระบบที่เหมาะสำหรับทำ Email Marketing โดยเฉพาะ และได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วโลก สำหรับผู้ที่เริ่มธุรกิจใหม่ๆ และยังไม่มี email ของลูกค้ามากอาจจะยังไม่เหมาะนัก แต่ถ้าธุรกิจของคุณมี Email ลูกค้าเยอะแล้วก็แนะนำให้ใช้ Mailchimp ช่วยในการทำการตลาด สามารถเช็ค Track ได้ด้วยว่ามีคนเปิดอ่านกี่คน ส่งสำเร็จกี่คน การเข้าชมกี่คน เป็นต้น

Mailchimp

เว็บไซต์ Mailchimp

8. Google Analytics

เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google ที่คนทำเว็บไซต์ควรติดตั้งอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เรารู้ได้ว่าแหล่งที่มานั้นมาจากไหน โดยจะมีหน้า Dashboard ให้เราเลือกได้ว่าจะดู Stat ในช่วงไหน หน้าไหนที่เราได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุด รวมถึงยังดู “โฟลวพฤติกรรม” ของลูกค้าได้ด้วยว่าเมื่อเข้าเว็บไซต์เราแล้วลูกค้าไปที่ไหนต่อหรือออกจากเว็บเราเลย เป็นเครื่องมือที่ดีอย่างยิ่งในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล

Google Analytics

เว็บไซต์ Google Analytics ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับเว็บของเรา

9. Manychat

Manychat เป็นเครื่องมือที่เชื่อมต่อกับ Messenger ช่วยในการตอบคำถามเบื้องต้นได้อย่างง่ายดาย โดยเราสามารถเซตได้ทั้งคำถามและคำตอบเลย นอกจากใช้ช่วยตอบปัญหาหรือคำถามบน Facebook แบบเบื้องต้นแล้ว บน Instagram ก็สามารถใช้ได้ด้วยเช่นกัน ความล้ำของ Manychat อีกอย่างคือสามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ อย่างเช่น อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ส่งคูปอง ส่งจดหมายข่าวได้อีกด้วย

Chatbot Facebook

ทดลองใช้ Manychat

10. LINE Official Account

จะบอกว่าถูกจัดเป็นเครื่องมือทางการตลาดก็สามารถจัดไว้ได้ด้วยเช่นกันสำหรับ LINE Official Account นอกจากจะสามารถใช้แชทแบบส่วนตัวกับลูกค้าของเราได้แล้ว เรายังสามารถทำโฆษณา เก็บฐานลูกค้า ประชาสัมพันธ์บรอดแคสต์ ทำ LINE My Shop ที่ให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้ทันที และทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายอีกด้วย หลายๆ องค์กรรวมถึงคนค้าขายทั่วไปยังเลือกใช้ LINE Official Account มาช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ได้อีก จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเพราะทำไมถึงได้ติดเป็นเครื่องมือทางการตลาดได้

สรุป

จากเครื่องมือทั้ง 10 ตัวนี้ก็มีบางธุรกิจที่ใช้ช่วยทำการตลาดออนไลน์ทั้งหมดเลยก็มี เพราะที่เรายกมานั้นเป็นพื้นฐานที่ทุกธุรกิจอย่างน้อยต้องมีตัวใดตัวนึงอยู่ในนี้อย่างแน่นอน ของทาง Marketing In Secret เองก็ใช้เครื่องมือเหล่านี้ครบถ้วน เพื่อช่วยส่งข่าวสาร อัพเดทสาระทางการตลาดให้กับผู้ติดตามอยู่เสมอเช่นกัน หากใครชอบตัวไหนหรืออยากให้เราแนะนำอะไรเพิ่ม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่เพจ Facebook : Marketing In Secret ได้เลย

7 เทคนิคตั้งชื่อร้านค้า ตั้งอย่างไรให้ปัง จดจำได้ง่าย

7 เทคนิคตั้งชื่อร้านค้า ตั้งอย่างไรให้ปัง จดจำได้ง่าย

การตั้งชื่อร้านค้าหรือธุรกิจบางครั้งกว่าจะคิดได้ก็นานพอสมควร และส่วนใหญ่มักจะคิดไม่ออกด้วยเช่นกัน ลองตั้งแล้วชื่อนั้นก็ไม่เวิร์ค ชื่อนี้ก็ไม่ชอบ ชื่อที่ชอบก็มีคนใช้แล้วอีก เราจะตั้งอย่างไรให้ถูกใจตัวเองและลูกค้าจดจำได้ง่าย เพื่อสร้างแบรนด์ต่อได้ในอนาคตด้วย

1. ลองใช้ตำนานเข้าช่วย

ในข้อนี้หมายถึงว่าลองใช้ชื่อแบบพวกสัตว์ในตำนาน คำเก่าๆ ความหมายดีๆ มาตั้งได้เช่นกัน เพราะบางครั้งคำที่เกี่ยวกับพวกตำนานต่างๆ คนย่อมรู้จักและจดจำได้ง่ายอยู่แล้ว แต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย ตัวอย่างการตั้งชื่อง่ายๆ เช่น Aurora (เทพีแห่งรุ่งอรุณ) Victoria (ชัยชนะ) ตามตัวอย่างเป็นชื่อจากเทพเจ้ากรีกแห่งธรรมชาติ ก็ลองเอามาตั้งชื่อได้เหมือนกัน แต่อย่าลืมคำนึงถึงความเหมาะสมด้วยนะ

2. ตั้งตามสิ่งที่ชอบ

การเอาสิ่งที่เราชอบก็สามารถใช้ตั้งเป็นชื่อได้ด้วยเช่นกัน ประโยชน์ของการตั้งชื่อตามสิ่งที่ชอบคือเราสามารถเอาสิ่งเหล่านั้นมาร้อยเรียงเป็น Storytelling ให้กับแบรนด์ตัวเองหรือร้านค้าตัวเองได้ และยังช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ของเรามีที่มา รวมถึงมีความน่าสนใจน่าค้นหามากขึ้นด้วย

3. ชื่อสิริมงคลก็ช่วยได้

การตั้งชื่อที่เป็นสิริมงคลก็นิยมอย่างมากทั้งในการตั้งชื่อคน สัตว์ แม้กระทั่งร้านค้าเอง คุณจะเห็นได้ว่ามีหลายธุรกิจอย่างมากที่ตั้งชื่อเป็นมงคลเช่นคำว่า ทรัพย์ รุ่งเรือง เจริญ เฮง เป็นต้น การตั้งชื่อมงคลทุกวันนี้ก็ยังคงได้ผลอยู่เช่นเดิม และยังทำให้เรารู้สึกว่าเป็นสิริมงคลแก่ร้านเราเองด้วย

4. ตั้งภาษาอังกฤษทับคำเลย

ถ้านึกไม่ออกลองเอาชื่อไทยแล้วตั้งทับด้วยคำอังกฤษแบบเท่ๆ เลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น คุกกี้โฮมเมด ก็ตั้ง Cookie homemade การตั้งชื่อแบบนี้ก็ดูดีไปอีกแบบ แต่ต้องระวังเรื่องของคำด้วยเช่นกันที่อาจจะทำให้ออกเสียงเพี้ยนหรือเขียนผิดได้ เพราะการทับคำไทยค่อนข้างพลิกแพลงได้หลายแบบ

5. ขายอะไรเด่น ตั้งชื่อตามสินค้านั้นก็ได้

ลองนึกดูว่าสินค้าหลักประจำร้านคืออะไร ก็ลองเอาสิ่งนั้นมาตั้งเป็นชื่อร้านก็ได้ เช่น ขายเสื้อผ้าแฟชั่น ก็อาจจะตั้งชื่อ Fashionista, Fashion by ….. เป็นต้น แบบนี้ก็จำได้ง่ายเช่นกัน และลูกค้าจะได้รู้ด้วยว่าจุดเด่นร้านเราคืออะไร สร้างการจดจำได้ดีระดับหนึ่ง

6. เอาชื่อตัวเองมาตั้งเป็นแบรนด์

การใช้ชื่อตัวเองมาตั้งเป็นแบรนด์ก็ง่ายต่อการจดจำด้วยเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่แล้วชื่อคนเรามักจะสั้นอยู่แล้ว และอาจจะต่อท้ายด้วยคำสั้นๆ ที่แสดงถึงตัวตนเราหรือไม่ก็แสดงถึงจุดเด่นร้านค้า มีหลายแบรนด์ใหญ่ระดับโลกที่ใช้ชื่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อบริษัทด้วยเหมือนกัน อย่างชาลิปตัน ก็มาจากชื่อของ Sir Thomas Lipton นั่นเอง จนเป็นที่มาของชื่อ Lipton ที่เราคุ้นหูอยู่ในทุกวันนี้

Sir Thomas Lipton

Sir Thomas Lipton ผู้คิดค้นชาแบบซองเป็นคนแรก และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Lipton

กรอบรูปสินค้า Manyframe กรอบรูปสินค้าออนไลน์ไม่ต้องจ้างกราฟิก ทำได้ผ่านทั้ง Canva Photoshop และแอพในมือถือ ตกเพียงกรอบละ 0.8 บาทเท่านั้น

7. ตัวย่อก็จดจำได้ดี  

หลายธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศก็มีการใช้ชื่อแบบเป็นตัวย่อเข้ามาตั้งชื่อแบรนด์สินค้าของตัวเอง เนื่องจากว่าส่วนใหญ่อะไรที่ตั้งชื่อสั้นมักจะจดจำได้ง่ายกว่าที่ยาวๆ รวมถึงการออกเสียง การอ่านก็ง่ายกว่า ดังนั้นแล้วถ้าคิดอะไรไม่ออก ลองเอาตัวแรกของชื่อและนามสกุลมาตั้งดูก็ได้ เช่น AB Express, B&B Fashion, T J Coffee ชื่อสั้นๆ ก็ดูดีไม่น้อย และไม่ตกยุคอีกด้วย

ฟังเรื่อง “เทคนิคการตั้งชื่อร้านค้า ตั้งอย่างไรให้ปัง” ผ่าน YouTube

สรุป

การตั้งชื่อเหล่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการจดจำแล้ว ยังแก้ปัญหาในเรื่องของคนที่คิดไม่ออกว่าจะตั้งชื่อร้านตัวเองว่าอะไร แบรนด์สินค้าชื่อไหนดี ลองเอาคำแนะนำนี้ไปประยุกต์ใช้ดู รับรองว่าเวิร์คชัวร์ และใช้ได้จริงๆ แน่นอน แต่จำเอาไว้เสมอว่าชื่อแบรนด์หรือชื่อร้านค้าตั้งให้สั้น กระชับ เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการจดจำ

วิธีเลือก Ageny เลือกอย่างไรให้ถูกใจเรา ได้งานตามที่ต้องการ

วิธีเลือก Ageny เลือกอย่างไรให้ถูกใจเรา ได้งานตามที่ต้องการ

การเลือก Agency เพื่อมาช่วยเหลือธุรกิจของคุณหลายคนอาจจะคิดหนัก ไม่รู้จะเลือกยังไงดี เพราะกลัวไม่ได้ผลงานตามที่ต้องการหรือบางคนอาจจะกลัวเรื่องไม่ทำตามกำหนด ซึ่งก็มี Agency แบบนั้นอยู่ด้วยเช่นกัน ทำให้อาจจะมีภาพไม่ดีบ้างสำหรับบางคน แต่ในบทความนี้จะมาแนะนำวิธีเลือก Agency เลือกอย่างไรดีให้ได้งานตามที่ต้องการและถูกใจเราที่สุด

1. ดูจากผลงานที่ผ่านมา

ผลงานที่ผ่านมาก็เหมือนเป็น Portfolio ที่ใช้สำหรับยื่นเรียนต่อหรือยื่นในการสมัครงาน โดยเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง ซึ่งจากผลงานที่แต่ละเอเจนซี่ได้ลงไว้ก็เป็นตัวบอกถึงความเชี่ยวชาญของด้านนั้นๆ ได้ อาทิเช่น Agency ด้านการตลาด การสรรหาพนักงาน การจัดทริปท่องเที่ยวให้กับบริษัท หรือ Agency ในรูปแบบอื่นๆ เราอาจจะต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสารออนไลน์ของ Agency เจ้านั้นๆ มันก็จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ในระดับหนึ่งเลย

2. หา Agency ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของคุณ

ด้วยความที่คำว่า “เอเจนซี่” ก็มักจะมีความหลากหลายทางด้านธุรกิจอยู่แล้ว บางเจ้าอาจจะทำหลายอย่างและไม่ได้ดูเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งก็มี แต่ถ้าคุณต้องการหา Agency เกี่ยวกับการดูแลการตลาดโดยเฉพาะ อาจจะหาสักเจ้าหนึ่งที่รับดูแลด้านการตลาดโดยเฉพาะเลยดีกว่า เพราะพวกเขาเหล่านั้นจะมีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ที่จะช่วยแนะนำให้กับคุณตามความเหมาะสมได้ ดังนั้นถ้าเราต้องการทำอะไรก็หา Agency ที่รับทำเรื่องนั้นๆ

3. สำรวจงบประมาณให้ดี

การเลือก Agency ไม่มีเพียงแค่ต้องถูกใจเราเท่านั้น แต่ยังมีในเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งระดับบริษัทใหญ่ๆ ดังๆ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายไม่ได้ถูกอย่างที่คิดแน่ๆ ดังนั้นลองวางแผนและเช็คงบประมาณก่อน เพื่อที่เราจะเลือกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับเรามากที่สุด และไม่เสียเวลากับการนั่งหาพูดคุยกับ Agency ด้วย

4. ดูวิธีการแก้ไขปัญหา

แน่นอนว่าทุกธุรกิจหรือทุกงานย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยอดขาย การท่องเที่ยว การเดินทาง หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เหล่า Agency จะคอยช่วยจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นของคุณทั้งหมด ลองดูว่าจากผลงานที่ผ่านมานั้นมีเข้าตาหรือมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ เพราะบางปัญหานั้นมันเป็นเรื่องเฉพาะด้านจึงต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์และความสามารถมาช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งการดูวิธีแก้ไขปัญหานี่แหละจะบอกเราได้ว่าควรเจ้า Agency เจ้านี้หรือไม่ควรดี

5. การติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

เรื่องการสื่อสารก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากงานที่ต้องออกมาดีรวมถึงผลลัพธ์ที่ดี ก็จำเป็นจะต้องมีการสื่อสาร พูดคุย อัพเดตกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แต่ละฝ่ายได้เห็น Work Flow อย่างชัดเจนและรู้ว่าทำอะไรถึงขั้นตอนไหนแล้ว รวมถึงฝั่งของผู้ว่าจ้างเองก็ติดตามได้เช่นกันว่า Agency เจ้านี้ทำอะไรถึงไหน เราจะได้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น

6. ความรู้เกี่ยวกับประเภทธุรกิจของคุณ

การเลือก Agency ถึงแม้จะเป็นเจ้าใหญ่ก็อาจจะมีด้านที่ตนเองไม่ถนัดอยู่บ้าง ซึ่งตรงนี้ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องสอบถามข้อมูลรวมถึงอธิบายว่าบริษัทของตนเองเกี่ยวกับอะไร เพื่อให้ Agency ได้รู้จักและสามารถตัดสินใจได้ว่าเค้าสามารถช่วยเหลือคุณได้หรือไม่ แน่นอนว่าก่อนที่จะถึงขั้นทำงานร่วมกันก็จำเป็นต้องสอบถามอยู่แล้ว รวมถึงคุณอาจจะลองอ่านเนื้อหาเกี่ยวกับบทความต่างๆ ที่เคยเขียนไว้เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เช่นกัน

7. ดู Performance ของ Agency ด้วย

สิ่งที่จะช่วยวัดว่าประสิทธิภาพของ Agency เจ้านั้นดีหรือไม่ก็คือ “Performance” เพราะเกือบทุกธุรกิจสามารถวัดประสิทธิภาพ ผลลัพธ์การดำเนินงานได้ ยิ่งโดยเฉพาะ Agency อย่างสายการตลาดก็สามารถวัดประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน และจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าเค้าจะทำผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการได้หรือไม่ ? โดยบางเจ้าอาจจะไม่ได้มีระบุแสดงไว้ แต่เมื่อคุณได้ติดต่อเวลาทาง Agency แนะนำบริษัทก็จะมี Performance ให้คุณดูได้เหมือนกัน ดังนั้นเป็นอีกตัวหนึ่งที่ช่วยตัดสินใจได้ดี

สำหรับท่านที่มองหา Agency ช่วยดูแลด้านการตลาดออนไลน์ ทาง Marketing In Secret ก็มีบริการดูแลธุรกิจของคุณให้แบบครบวงจร ท่านสามารถพูดคุยรายละเอียดหรือสอบถามเราด้วยการกดปุ่มด้านล่างได้เลย

สรุป

การจ้าง Agency สายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด เพียงแต่คุณอาจจะต้องมีความรอบคอบ ตรวจสอบให้ดีก่อนจะจ้างทุกครั้ง เพราะแต่ละ Agency ก็ล้วนแล้วมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปซึ่งตรงนี้คุณจะต้องเป็นคนเลือกให้เหมาะสมเองโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ส่วนวิธีที่ทางเราได้แนะนำนั้นคุณสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจกับการจ้าง Agency ได้ทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานอีเวนท์ การท่องเที่ยว การตลาด การเงิน และด้านอื่นๆ อีกมากมาย

การตลาดออนไลน์คืออะไร ? ทำไมทุกธุรกิจถึงควรทำ

การตลาดออนไลน์คืออะไร ? ทำไมทุกธุรกิจถึงควรทำ

ในยุคปัจจุบันเป็นยุคของโลกดิจิตอลเป็นหลัก การทำการตลาดออนไลน์จึงเป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้โลกออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารรวมถึงการเสพข่าว เสพสื่อ ความบันเทิงต่างๆ เป็นหลัก โดยที่ไม่ต้องออกมาพบเจอหน้ากันเหมือนในยุคก่อน และในสมัยก่อนที่เวลาจะทำการตลาดทั้งทีเราก็ต้องพึ่งช่องทางออฟไลน์เป็นหลัก อาทิเช่น ป้ายบิลบอร์ด ป้ายโฆษณาตามตึก ตามรถเมล์หรือรถต่างๆ เป็นต้น แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ทำให้เกิด “การตลาดออนไลน์” ขึ้นมา

การตลาดออนไลน์คืออะไร ?

การตลาดออนไลน์ คือ การทำโฆษณาหรือบอกเล่าเรื่องราวผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ตามแต่ละแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำธุรกิจและสามารถหากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้มากขึ้น โดยเป็นการเขียนเนื้อหา ทำวิดีโอ เผยแพร่ให้กับผู้อื่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา

ข้อดีของการตลาดออนไลน์

ทำไมต้องทำการตลาดออนไลน์

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และเข้าถึงกันได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง นอกจากนี้เราสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้พรมแดนตราบใดที่มีอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มให้บริการอยู่

การทำการตลาดออนไลน์ก็มีข้อดีอยู่หลายข้อมากเช่นกัน อาทิเช่น

สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

ด้วยความที่โลกออนไลน์สามารถทำให้ผู้คนได้พบปะกัน ดังนั้นการสื่อสารจึงทำได้ง่าย เพียงแค่เราเผยแพร่เนื้อหาที่เราต้องการสื่อสาร เพียงเท่านี้ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาดูเนื้อหานั้นได้ รวมถึงการแสดงความคิดเห็น แบ่งปันกับคนอื่นๆ ได้อีกด้วย

ช่วยเพิ่มยอดขาย

การเข้าถึงง่ายนี้เองทำให้ช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น เพราะเราสามารถเผยแพร่สิ่งต่างๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้เยอะ ยิ่งเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสในการขายได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงบางบริษัทหรือบางธุรกิจสามารถเพิ่มยอดขายได้หลัก 1000% จากการทำ “การตลาดออนไลน์” ได้เลย แต่ก่อนอื่นเราก็ต้องค้นหากลุ่มเป้าหมายของเราให้เจอก่อนด้วย

เพิ่มการรับรู้ให้กับแบรนด์

แต่เดิมในยุคสมัยก่อนเราไม่สามารถวัดได้เลยว่าเมื่อเราติดตั้งป้ายโฆษณาตามตึก ตามสถานที่ต่างๆ แล้วคนจะเข้ามาซื้อสินค้าหรือรู้จักเรามากขึ้นหรือไม่ แต่การเข้ามาของการตลาดออนไลน์จะมีเครื่องมือที่ช่วยเก็บข้อมูล รวมถึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอคอนเทนต์ให้ได้ตรงใจกับลูกค้า และช่วยการเพิ่มการรับรู้ให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

สามารถควบคุมงบได้ตามที่เราต้องการ

สำหรับงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ หากเปรียบเทียบจริงๆ เราสามารถคุมค่าใช้จ่ายเองได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะอยู่กับการทำสื่อและการโฆษณาเป็นหลัก หากมีความเชี่ยวชาญในด้านการตลาดออนไลน์ก็จะสามารถประหยัดงบได้มากและมีประสิทธิภาพพอสมควร

เหตุผลที่คุณควรทำการตลาดออนไลน์ตอนนี้

ทุกธุรกิจล้วนจะต้องมีการทำการตลาดเพื่อให้เป็นที่รู้จักในแบรนด์หรือตัวบริษัท เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายและลูกค้าของตนเอง โดยเป็นการทำโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ตามที่ได้วางแผนเอาไว้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย แต่ในยุคปัจจุบันการตลาดไม่ได้จำกัดแต่เพียงออฟไลน์เท่านั้น ในฝั่งออนไลน์ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน และไม่มีเหตุผลเลยที่คุณจะไม่ทำมัน

ในด้านของการตลาดออนไลน์เราสามารถใช้สื่อ Social Media ช่องทางต่างๆ เข้ามาช่วยทำการตลาดออนไลน์ได้ อาทิเช่น Facebook, Instagram, Twitter, LINE หรือแม้กระทั่งแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เราคาดว่าจะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ ข้อดีของมันก็คือ สามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย มีความประหยัดหากเทียบกับออฟไลน์ วัดผลได้ นำข้อมูลออกมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดในอนาคตก็ย่อมทำได้เช่นกัน

และสำหรับแบรนด์ใหญ่ๆ หรือบริษัทใหญ่ๆ ก็จะมีเครื่องมือช่วยทำการตลาดออนไลน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัววิเคราะห์ เครื่องมือเก็บพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า การรับชมของลูกค้า รวมถึงการส่งโฆษณาติดตามไปยังลูกค้าที่เคยดูสินค้าตัวเอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายได้ และสร้างการจดจำให้กับลูกค้าในระยะยาว เพียงแค่เหตุผลเหล่านี้คุณก็ควรเริ่มจะลงมือทำการตลาดออนไลน์ได้แล้ว

แพลตฟอร์มที่สามารถทำการตลาดออนไลน์ได้

ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มออนไลน์มากมายที่มีธุรกิจเข้าไปทำการตลาดออนไลน์อยู่บนนั้น แต่หลักๆ แล้วจะมีไม่กี่ตัวที่นิยมในไทย ก็จะมีคร่าวๆ ดังนี้

1. Facebook

อันดับหนึ่งของแพลตฟอร์มยอดนิยมทั่วโลกรวมถึงในไทยเอง ไม่ว่าใครก็เล่น Facebook ทั้งนั้น มีการใช้เพื่อสื่อสาร อ่านข่าว ดูเรื่องบันเทิง ติดตามดารา หรืออื่นๆ อีกมากมาย คุณจะเห็นได้ว่ามีหลากหลายธุรกิจตั้งแต่บริษัทใหญ่ไปจนถึงคนค้าขายธรรมดาเข้ามาโปรโมทธุรกิจของตัวเองบน Facebook อยู่ตลอด มีทั้งกลุ่มสำหรับขายของ เพจขายสินค้า เพจให้ข่าวสารเกี่ยวกับบริษัท

ซึ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook เองนอกจากเราสามารถทำโพสต์แบบไม่เสียเงินได้แล้ว เราก็ยังทำโฆษณา Facebook เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นอีกด้วย แต่มันก็มีเทคนิคและวิธีการที่ซับซ้อนมากเลยทีเดียว แต่อันนี้คุณอาจจะต้องฝึกวางแผน ฝึกทำ ฝึกวิเคราะห์ให้ได้ มันจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจของคุณให้โตแบบก้าวกระโดดได้เลย

โฆษณา Facebook

2. Instagram

เป็นอีกช่องทางที่มีเจ้าของเดียวกันอย่าง Meta โดยบน Instagram นั้นจะเน้นคอนเทนต์ประเภทรูปภาพเป็นหลัก แต่แบรนด์ส่วนใหญ่ก็สามารถทำการตลาดออนไลน์รวมถึงทำโฆษณาบน Instagram ได้ด้วยเช่นกัน ด้วยการที่เน้นเรื่องรูปภาพเป็นหลักทำให้คนที่แต่งภาพไม่เก่งหรือคนที่ถ่ายรูปไม่ค่อยเป็นอาจจะดูยากไปสักหน่อย ในช่องทางนี้อาจจะต้องใช้ภาพๆ เดียวและสื่อให้ครบ ทำให้คนที่เลื่อนฟีดสามารถหยุดกับรูปภาพเราที่สื่อออกไปได้ รวมถึงการรู้จักใช้ Hashtag อย่างถูกต้องก็ช่วยเพิ่มการมองเห็นให้กับโพสต์ของเราได้ไม่น้อย นอกจากนี้ตัว Story เองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ควรจะหาอะไรมาลงไว้เพื่อสื่อสารกับผู้ที่เข้ามาดู Story ของเรา

3. Twitter

ทวิตเตอร์หลายคนที่เป็นธุรกิจเล็กๆ อาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยและอาจจะไม่เคยใช้ทำการตลาดบ้าง แต่สำหรับแบรนด์ใหญ่ๆ แล้วพวกเค้าใช้งาน Twitter ในการสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน โดย Twitter นั้นจะเด่นในเรื่องของ Trends ที่เป็นข่าวสารประจำวัน รวมถึงข่าวบันเทิงต่างๆ ซึ่งมีความรวดเร็วมาก บางเทรนด์อาจจะมาเพียงแค่วันเดียวแล้วก็หายไปเลยก็มี และส่วนมากธุรกิจใหญ่ๆ ก็มักจะใช้การจ่ายค่าโฆษณาในการทำการตลาดออนไลน์บน Twitter เป็นหลัก

แต่สำหรับรายเล็กๆ ไม่ต้องเสียใจไป เราก็สามารถเพิ่มการมองเห็นให้กับ Tweet ของเราได้เช่นกันโดยใช้ Hashtag ต่างๆ แต่อย่าพยายามเกาะกระแสมากเกินไปล่ะ เพราะด้วยพฤติกรรมที่เน้นติดตามข่าวเป็นหลักอาจจะดูไม่เหมาะสมมากนัก

4. LINE

LINE เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารเป็นหลักของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแชทคุยส่วนบุคคลหรือการทำงานก็มักจะใช้ LINE เป็นหลัก โดยมีผู้ใช้งานมากถึง 50 ล้านรายเลยทีเดียว ถือว่าเยอะอย่างมากหากเทียบสัดส่วนประชากรของไทย นอกจากจะใช้แชทส่วนตัวแล้ว ยังมี LINE Official Account ที่เป็นแอคเคาท์สำหรับธุรกิจอีกด้วย ตัวเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ก็จะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานเชิงธุรกิจเป็นหลัก อาทิเช่น เครื่องมือส่งข้อความบรอดแคสต์ ข้อมูลลูกค้า การทำโฆษณา LINE MY SHOP และเครื่องมืออื่นๆ อีกมากมาย เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่หลายคนไว้ใข้สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้าได้เป็นอย่างดี

5. Website

ในด้านของเว็บไซต์หลายคนอาจจะมองว่ามันทำยาก ไม่มีความจำเป็นต้องทำ แต่สมัยนี้ทุกอย่างมันง่ายไปหมด มีเว็บไซต์ให้เลือกมากมายหลายแบบทั้ง Sale Page สำหรับขายของ นิยมอย่างมากกับคนขายของออนไลน์ เว็บขายสินค้าจริงๆ จังๆ มีการแบ่งหมวดหมู่สินค้า และเว็บไซต์สำหรับบริษัท และสมัยนี้คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือ Coding ใดๆ ทั้งสิ้นก็สามารถสร้างเองได้ง่ายๆ

ในส่วนของการทำการตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์ก็จะเน้นหลักการทำ SEO และ SEM ควบคู่กันไปขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละบริษัทหรือธุรกิจเพื่อให้เว็บไซต์ขึ้นไปอยู่ใน Google เป็นอันดับแรกๆ จากการค้นหา พอลูกค้าค้นหาเราเจอก็มีโอกาสเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา หากเราวางแผนการทำเว็บไซต์ได้ดี ก็จะมีลูกค้าไม่แพ้กับช่องทางอื่นๆ เลย

แจกฟรี E-Book12 Tip&Trick รู้จักประยุกต์ใช้ สร้างขั้นบันไดสู่ความสำเร็จ

ทำการตลาดออนไลน์อย่างไรได้บ้าง ?

1. ทำโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

ไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนๆ ก็สามารถทำโฆษณาได้ทั้งนั้น ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานค่อนข้างเยอะอย่างมาก ทำให้การโพสต์ปกติจะมีคนเข้าถึงค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะ Facebook ที่มีการลดการมองเห็นอย่างหนัก ทำให้หลายคนท้อและเริ่มหันมายิงโฆษณา Facebook กันเยอะพอสมควร แต่หากใครทำโฆษณา Facebook เป็นก็จะช่วยสร้างโอกาสให้กับธุรกิจได้อย่างมหาศาลเลย

2. ทำคอนเทนต์แบบ Organic

หากคุณไม่มีงบประมาณสำหรับการทำโฆษณา คุณเองก็ใช้เครื่องมืออย่างเช่นการโพสต์ฟีด โพสต์ข้อมูลเพื่อสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ได้เช่นกัน แต่วิธีนี้อาจจะต้องใช้ความอดทนและความสามารถสักนิด เพราะคุณต้องเจอกับปัญหากับการโดนลดการมองเห็นของบรรดาแพลตฟอร์มต่างๆ อีก และสิ่งที่จะช่วยได้นอกเหนือจากคอนเทนต์นั้นก็คือ “การเขียนพาดหัว” ให้ดูน่าสนใจ

3. ใช้ Influencer ช่วยโปรโมท

Influencer ในสมัยนี้หาไม่ได้ยากนัก มีให้เราเลือกตั้งแต่ Micro Influencer ไปจนถึงระดับ Celebrity เลยทีเดียว ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าเรามีงบเท่านี้จะจ้างใครที่ดูเหมาะสมกับแบรนด์ เหมาะสมกับงบประมาณเรามากที่สุด แต่มันก็มีความยากตรงที่ว่าเราจะหาคนที่เหมาะสมกับธุรกิจได้หรือไม่ ในการหาแต่ละครั้งอาจจะต้องหาข้อมูลมากหน่อยเพื่อให้ได้ตรงตามที่เราต้องการ

4. การทำ Search Engine

การทำ Search Engine จะเป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์ที่เหมาะกับฝั่งเว็บไซต์มากที่สุด เพราะส่วนใหญ่เวลาค้นหาข้อมูลอะไรบางอย่างก็มักจะเข้า Google และค้นหาสิ่งที่เราต้องการบนนั้น หน้าที่ของธุรกิจหรือร้านค้าก็คือการทำเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฎของ Google อย่างถูกต้อง รวมถึงเพิ่มในส่วนของการทำ SEO เข้าไปในคีย์เวิร์ดที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา เมื่อลูกค้าค้นหาคำนั้นๆ ก็จะมีโอกาสเข้าเว็บไซต์ของเราได้ ซึ่งวิธีนี้ทาง Marketing In Secret ก็ใช้เช่นกัน และหลายๆ ธุรกิจที่ทำเว็บไซต์ก็ใช้วิธีนี้ทั้งสิ้น เนื่องจากว่ามันฟรี แต่เราต้องแลกกับเวลาเพราะการทำไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิดแน่ๆ

5. การใช้ E-mail ช่วยหาลูกค้า

บางคนอาจจะมองว่าทำการตลาดออนไลน์ผ่าน E-Mail เป็นเรื่องที่ล้าหลัง แต่ในปัจจุบันคนก็ยังคงใช้ E-Mail ในการติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับงาน รวมถึงใช้สมัครผูกกับแอพพลิเคชั่นรวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ อยู่ด้วยเช่นกัน แต่การทำการตลาดผ่านอีเมลก็มีความยากตรงที่เราจะทำอย่างไรให้คนกดอ่าน และทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความสนใจต่อสินค้าหรือบริการของเราเมื่อได้กดอ่านแล้ว อันนี้อาจจะต้องใช้พวกหลัก Customer Journey เข้ามาช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ มันจะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมและพอจะอนุมานวิธีการได้

สรุป

การตลาดออนไลน์ในปัจจุบันเข้ามามีบทบาทกับทุกธุรกิจ ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์ ธุรกิจ กับลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถติดตามวัดผล ประเมิน วิเคราะห์ และปรับปรุงพัฒนาแบรนด์ได้ดีมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทแต่ก็ไม่ควรทิ้งช่องทาง Offline เลย เพราะอย่างน้อยมันก็ยังเป็นอีกตัวที่สามารถช่วยขับเคลื่อนและผสมผสานทำให้การตลาดมีความสมบูรณ์แบบได้มากยิ่งขึ้นอีก ส่วนใครที่ยังไม่ได้เริ่มทำการตลาดออนไลน์หรือยังไม่เคยทำ อยากให้ได้ลองทำดู มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และอาจจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีรวมถึงทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดได้อีกด้วย

Shopping cart
There are no products in the cart!
Continue shopping