LINE Rich Menu เครื่องมือง่ายๆ ที่เพิ่มยอดขายได้จริง

LINE Rich Menu เครื่องมือง่ายๆ ที่เพิ่มยอดขายได้จริง

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

เพื่อนๆ หลายคนคงเคยเห็นพวก LINE Official ต่างๆ ที่เค้าจะมีรูปภาพสวยๆ อยู่ด้านล่างแทนกล่องแชท ซึ่งเราสามารถกดเข้าไปตามเมนูที่เค้ากำหนดขึ้นมาได้ ตรงนี้แนะนำว่าถ้าคุณทำพวกธุรกิจหรือเปิดร้านค้าส่วนตัวก็ควรจะทำ เพราะอย่างน้อยๆ จะได้เป็นเมนูช่วยอำนวยความสะดวกของลูกค้า และประหยัดเวลาในการตอบคำถามต่างๆ ของลูกค้าได้เป็นอย่างดีหากเราเข้าใจว่าปกติแล้วลูกค้าเข้ามาแล้วต้องการอะไรบ้าง

LINE Rich Menu เครื่องมือง่ายๆ ที่เพิ่มยอดขายได้จริง (กดเลือกอ่านได้)

Rich Menu คืออะไร ?

Rich Menu คือ เมนู Template ที่เป็นฟีเจอร์สำหรับ LINE Official โดยเฉพาะ ซึ่งเราสามารถกำหนดหรือเลือกได้ว่าต้องการให้ Rich Menu ของเรามีหน้าตาอย่างไร และสามารถทำอะไรได้บ้างขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละคน ประโยชน์ของ Rich Menu นั้นมีเยอะมากจนไม่อาจมองข้ามได้เลย หลักๆ ที่จะใช้กันก็มี

– บอกโปรโมชั่น

– ไปหน้าสินค้าในเว็บไซต์ แพลตฟอร์มอื่นๆ หรือ LINE MY SHOP

– ตอบคำถามเบื้องต้นของลูกค้า

– บอกบริการต่างๆ

– หรือส่วนอื่นๆ ตามที่เราต้องการ

วิธีการสร้าง Rich Menu ใน LINE Official

ก่อนอื่นเลยเพื่อนๆ เข้าไปที่หน้า LINE Official บนคอมได้เลยหรือเข้าผ่านลิงค์นี้ แล้วล็อกอินเข้าไป พอเราเลือกบัญชีแล้วให้เราดูที่เมนูด้านซ้ายมือของเรา แล้วก็เลือก Rich Menu เลย

สร้างไลน์ริชเมนู

พอกดเข้าไปแล้ว ให้คุณกดไปที่ปุ่ม “สร้างริชเมนู”

วิธีการสร้าง Rich Menu

ตั้งชื่อให้กับ Rich Menu และวันที่แสดงผล

กดเข้ามาอีกรอบคุณจะได้เจอกับการตั้งค่าต่างๆ สำหรับแสดงผลใน Rich Menu แล้ว ทีนี้คุณก็ค่อยๆ ไล่ตั้งไปทีละสเต็ปได้เลย อย่างอันนี้คุณก็ตั้งค่าก่อนเลยว่าจะให้ Rich Menu ที่เราทำแสดงผลวันไหนจนถึงวันไหน อย่างในรูปแอดได้ลองตั้งให้แสดงผลตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2565 – 31 ธันวาคม 2565 ถ้าเพื่อนๆ ตั้งค่าส่วนนี้เสร็จแล้ว ก็ขยับไปส่วนถัดไปได้เลย

เทมเพลตริชเมนู

ตั้งค่าเทมเพลตและคอนเทนต์

ในการตั้งค่าเทมเพลตและคอนเทนต์นั้นคุณจำเป็นจะต้องมีการคิดวางแผนก่อนว่าจะใส่อะไรลงไปบ้าง โดยตัว Rich Menu ของทาง LINE Official นั้นก็มีทั้งเทมเพลตแบบเล็กและแบบใหญ่ให้เราเลือกใส่ เมื่อเราวางแผนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เลือกดุเทมเพลตที่ทางไลน์เค้ามีว่าแบบไหนจะพอดีกับความต้องการของเราบ้าง จากนั้นก็เลือกใช้เทมเพลตดังกล่าวได้เลย

Tip & Trick สำหรับการเลือกเทมเพลตการวางโครง

หากคุณต้องการเพิ่มยอดขายด้วย Rich Menu แนะนำว่าให้ทำโปรโมชั่นใส่ลงไป และเลือกเทมเพลตที่มีรูปภาพขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย เพื่อที่จะได้ดึงดูดความน่าสนใจ เพราะตามพฤติกรรมของคนส่วนมากอะไรที่มันโดดเด่นตาจะมองที่ส่วนนั้นก่อน ทำให้เพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะกดเข้าไปดูได้

แต่ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใหญ่โดดเด่นเสมอไป แต่ใช้การออกแบบในการช่วยได้เหมือนกัน

หากใครกังวลเรื่องขนาดว่าต้องใช้เท่าไหร่ เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลไป เพราะถ้าโหลดเทมเพลตตัวไกด์ไลน์มาจะมีขนาดบอกให้ชัดเจน เพื่อนๆ ทำตามที่เค้าระบุไว้ได้เลย

จากรูปด้านบน หากคุณต้องการเปลี่ยนเทมเพลตเป็นแบบอื่น คุณก็สามารถกดปุ่มตามเลข 1 ได้เลย แล้วมันจะแสดงผลให้เราเห็นในช่องสี่เหลี่ยมสีแดงเลข 2 ว่าเทมเพลตที่เราเลือกจะเป็นอย่างไร ให้เราเลือกอันที่เราต้องการได้เลย

เมื่อเราเลือกเทมเพลตได้แล้ว และต้องการที่จะทำรูป Artwork สำหรับใส่ใน Rich Menu แต่เพื่อนๆ ไม่รู้ขนาดของมันเลย เพื่อนๆ สามารถโหลดเทมเพลตต่างๆ ได้จากตรงนี้ โดยมันจะรวมทุกเทมเพลตเอาไว้ เพื่อนๆ ก็เข้าไปแตกไฟล์ในคอมและเอาไปทำในโปรแกรมต่างๆ ได้เลย

ขั้นตอนการอัพโหลดขึ้น Rich Menu

ให้เพื่อนๆ ไปที่รูป พอคลิกเข้าไปแล้วก็จะมีให้เราเลือกอัพโหลดกับการสร้างรูป ซึ่งหากคุณไม่สะดวกทำข้างนอกหรือมีรูปสำเร็จรูปขนาดเล็กอยู่แล้ว ก็สามารถเลือกการสร้างรูปก็ได้ แต่ถ้าเกิดว่าเราโหลดเทมเพลตและเอาไปทำข้างนอกมาแล้ว ก็สามารถกดอัพโหลดลงไปได้เลย อย่างแอดเองก็เลือกที่จะทำข้างนอกและอัพโหลดขึ้นแทน อย่างด้านล่างสมมติว่าแอดทำตัวอย่างเสร็จแล้ว ก็อัพขึ้นไปเลยได้หน้าตาแบบรูปด้านล่าง

อัพโหลด Rich Menu

คอร์สเรียนยิงโฆษณา Facebook พร้อมของแถมเฉพาะนักเรียนและเทคนิคพิเศษมากมาย

ต่อมาเพื่อนๆ ต้องทำการใส่แอ็คชั่นต่างๆ ให้กับริชเมนูที่เราทำมา โดยประเภทที่จะให้เราเลือกมีทั้งแบบใส่ลิงค์, คูปอง, ส่งข้อความ, บัตรสะสมแต้ม, ไม่กำหนด แต่ส่วนมากแล้วมักจะเป็นลิงค์ คูปอง และข้อความมากกว่า

Tip & Trick เพิ่มเติม

– หากเพื่อนๆ เลือกแอ็คชั่นแบบคูปอง เพื่อนๆ จะต้องทำการสร้างคูปองส่วนลดก่อน แล้วถึงจะเลือกแอ็คชั่นดังกล่าวเพื่อใส่คูปองลงไปได้

– บัตรสะสมแต้ม อันนี้ก็เช่นเดียวกับคูปองเลย เพื่อนๆ ต้องเข้าไปสร้างบัตรสะสมแต้มก่อนถึงจะสามารถใส่ในแอ็คชั่นได้

คูปองในไลน์

ถ้าเพื่อนๆ ใส่ข้อมูลทั้งหมดเลือกแอ็คชั่นต่างๆ ครบแล้ว ให้ไปตั้งค่าในส่วนเมนูบาร์ต่อได้เลย ในการตั้งค่าส่วนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก หากเพื่อนๆ ต้องการเขียนข้อความให้ลูกค้าได้อ่านแบบในตัวเลข 4 ให้เพื่อนๆ เลือกติ๊ก “ข้อความอื่นๆ” ในช่องเลข 1 ได้เลย จากนั้นก็ใส่ข้อความที่เราต้องการให้ลูกค้าอ่านลงไป

ส่วนแถบเมนูแบบเริ่มต้นนั้น เราสามารถจะเปิดให้แสดงหรือปิดก็ได้ อย่างของแอดต้องการให้แสดงจะหมายความว่าเมื่อลูกค้ากดแชทเข้ามาหาเรา ตัว Rich Menu ก็จะแสดงขึ้นมาทันทีโดยที่ลูกค้าไม่ต้องกดลูกศรในช่อง 4 เพื่อให้แถบริชเมนูขึ้น

หากตั้งค่าเสร็จทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว กลับไปเช็คความถูกต้องอีกครั้ง หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็กดบันทึกได้เลย

เมื่อบันทึกแล้วก็ไปดูผลลัพธ์จากการทำของเราได้เลยว่าแสดงหรือยัง หากยังไม่แสดงเป็นไปได้ว่าเพื่อนๆ อาจจะตั้งเวลาให้มันแสดงหลังจากที่เรากดบันทึกไปแล้ว ก็เปลี่ยนเวลาใหม่ให้แสดงทันทีก็ได้ อย่างรูปด้านล่างคือแอดเปลี่ยนเป็นตั้งให้แสดงทันที และได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการเรียบร้อย เป็นอันเสร็จสิ้นในการสร้าง Rich Menu

สรุป

 การทำ Rich Menu ในไลน์ทำได้ง่ายมากๆ แต่จะไปวุ่นตอนขั้นตอนการออกแบบและการวางแผนว่าจะออกแบบอย่างไรให้เหมาะสมกับลูกค้าและใช้ประโยชน์ได้จริง


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
7 สิ่งที่ต้องระวังเมื่อสั่งของจากจีน ต้องระวังอะไรบ้างเมื่อสั่งของ

7 สิ่งที่ต้องระวังเมื่อสั่งของจากจีน ต้องระวังอะไรบ้างเมื่อสั่งของ

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

เริ่มต้นขายของออนไลน์ไม่ว่าใครก็ตามมักจะนึกถึงเรื่องการสั่งของจากจีนเป็นอันดับแรกๆ เพราะมีชิปปิ้งให้เลือกหลายเจ้าและง่ายต่อการเปรียบเทียบ รวมถึงพูดกันตรงๆ ก็คือสินค้าค่อนข้างถูก คุณภาพก็ใช้ได้ทำให้เป็นตัวเลือกที่ถูกนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เลยหากจะเริ่มขายของออนไลน์ ถึงแม้เราจะรู้แหล่งสั่งและวิธีการสั่งก็ตาม มันก็ยังมีเรื่องที่คุณต้องระวังในการสั่งของจากจีนอยู่ โดยหลักๆ จะมีดังนี้

การสั่งของจากจีนสมัยนี้ใครๆ ก็สามารถสั่งกันได้ทั้งนั้น แม้คุณจะเริ่มสั่งเป็นครั้งแรกก็ตามมันไม่ใช่เรื่องยากเหมือนกับสมัยก่อน เพราะเดียวนี้มีคนสอนวิธีการนำเข้าจากจีนเยอะแยะมากมาย ขอแค่คุณรู้เว็บไซต์ที่ต้องการจะสั่งของและรู้ชิปปิ้งนำเข้าสินค้าจากจีนให้เราเท่านี้เราก็เอาเข้ามาได้แล้ว แต่มันก็มีความกังวลอยู่เล็กๆ จากการนำเข้าและควรต้องระวังด้วย

สินค้าด้อยคุณภาพ สินค้าไม่ตรงปก

บางครั้งเวลาคุณค้นหาสินค้าบนแพลตฟอร์ม eCommerce จากฝั่งจีนเอง คุณก็มักจะเจอสินค้าที่ใช้รูปเดียวกันมาเป็นแผง อันดับแรกให้ลองไล่ดูรีวิวบนแพลตฟอร์มดูก่อนว่าสภาพสินค้าที่ลูกค้ารีวิวมาตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ และในการสั่งร้านที่ไม่รู้จักครั้งแรกให้ลองทีละน้อยๆ ก่อน เผื่อมันไม่ได้สเปคตามที่เราต้องการจะได้ไม่เจ็บเยอะมากนัก อย่าสั่งไปรวดเดียวเด็ดขาด เพราะทำให้หลายคนเจ็บมาเยอะแล้ว

ระวังเรื่องชิปปี้งให้ดี

จากการที่ทุกวันนี้สินค้าจากจีนเอาเข้ามาง่ายมากๆ ทำให้ผู้บริการนำเข้าสินค้าจากจีนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้เหล่ามิจฉาชีพอาศัยจังหวะนี้ทำการแฝงว่าตัวเองรับนำเข้าสินค้าแต่สุดท้ายก็โกง ซึ่งตอนนี้เกลื่อนมากเลยทีเดียวและโดนกันตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้านบาท ดังนั้นก็เลือกชิปปิ้งที่เป็นบริษัทจะดีกว่าเพื่อความน่าเชื่อถือและตรวจสอบร้องเรียนได้หากโดนโกง

ตั้งราคาหลอก

ไม่ว่าจะในไทยหรือในจีนเองก็มักจะมีการตั้งราคาสินค้าหลอก เทคนิคก็คือชื่อสินค้ามันก็ถูกต้องตามสินค้าที่เค้าจะขายนั่นแหละ แต่พอเรากดเข้าไปดูแล้ว สินค้าที่เราต้องการอาจจะแพงกว่าราคาที่โชว์ตอนแรก ซึ่งตรงนี้หลายคนพลาดเยอะมาก พอเห็นราคาถูกปุ๊บก็รีบกดสั่งทันที พอของมาถึงกลับกลายเป็นว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการซะงั้น ก่อนที่จะซื้ออะไรควรตรวจสอบให้ดีก่อน ไม่ต้องรีบเดียวจะผิดพลาดเอาได้

เช็คเรื่องพาหนะการขนส่งทุกครั้ง

เรื่องพาหนะในการขนส่งก็มีหลากหลายตั้งแต่รถ เรือ เครื่องบิน ในหลายเจ้าเองก็มีให้บริการดังนี้เช่นกัน และการคิดเรทราคาก็มีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพาหนะที่เราเลือก แบบเรือก็จะถูกกว่าแต่ถึงช้า แบบรถก็จะแพงขึ้นมาหน่อยแต่ถึงเร็วขึ้น บางครั้งอาจจะคำนวณผิดพาหนะส่งผลให้ราคาค่าส่งอาจจะไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ ก่อนจะตกลงใช้งานลองเช็คดูให้ดีอีกครั้งหนึ่งก่อน

ดูหน่วยสินค้าให้ดี

อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมากสำหรับคนที่สั่งของจากจีน บางร้านอาจจะเขียนระบุรายละเอียดไว้อยู่แล้วว่าหน่วยของสินค้านั้นเป็นแพ็คหรือเป็นชิ้นเดี่ยว เบื้องต้นหากไม่แน่ใจแนะนำว่าให้เปิดคอมพิวเตอร์แล้วใช้ Google Translate ลองแปลดูก่อนก็ได้ แต่ถ้าแปลแล้วเรายังไม่เข้าใจความหมายหรือมันแปลได้ไม่เข้าใจก็ลองสอบถามกับ Shipping ดูก่อนก็ได้

กรอบรูปสินค้า Manyframe กรอบรูปสินค้าออนไลน์ไม่ต้องจ้างกราฟิก ทำได้ผ่านทั้ง Canva Photoshop และแอพในมือถือ ตกเพียงกรอบละ 0.8 บาทเท่านั้น

ดูคะแนนและปีที่เปิดร้านค้า

แนะนำว่าถ้าจะสั่งของจากจีนให้เปิดสั่งในคอมจะดีกว่า เพราะฟีเจอร์จะค่อนข้างครบถ้วนดูง่ายกว่า แถมยังสามารถใช้ Google Translate แปลทีเดียวทั้งหน้าได้ด้วย อันดับแรกๆ หากคุณสนใจสินค้านั้นแล้ว ดูรายละเอียดแล้วโอเคทั้งหมด ก็ลองมาดูจำนวนปีที่ร้านเค้าเปิด รวมถึงคะแนนร้านค้าในภาพรวมดู นอกจากนี้ลองดูด้วยว่าถ้ามีคนซื้อไปแล้ว จะมีการกลับมาซื้อซ้ำอีกเท่าไหร่ ยิ่งเปอร์เซ็นมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

อย่าสั่งสินค้าล็อตใหญ่ตั้งแต่ตอนแรก

ข้อผิดพลาดสำหรับคนที่เพิ่งสั่งของจากจีนครั้งแรกรวมถึงคนที่สั่งมานานแล้วแต่เปลี่ยนร้านใหม่ก็คือการสั่งของล็อตใหญ่ในครั้งเดียว การทำแบบนี้ถามว่าได้หรือไม่มันก็สามารถทำได้ แต่จะมีความเสี่ยงในเรื่องของสินค้าไม่ตรงปกหรือเกิดโอกาสที่สินค้าจะไม่ตรงสเปคที่เราต้องการได้เช่นกัน

สรุป

การสั่งของจากจีนก็ไม่ใช่เรื่องยากและน่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด แต่อาจจะต้องอ่านรายละเอียดดีๆ หากอันไหนไม่มั่นใจก็สามารถสอบถามกับทางชิปปิ้งเพื่อตรวจสอบข้อมูลให้ได้เช่นกัน นอกจากนี้อาจจะต้องคิดเรื่องระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าด้วย เพราะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศอาจจะใช้เวลานานสักนิด ต้องคำนวณเผื่อขายให้ดีด้วย


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
ขายของเน้นกำไร Vs  ขายเน้นจำนวนออเดอร์แบบไหนดีกว่ากัน ?

ขายของเน้นกำไร Vs ขายเน้นจำนวนออเดอร์แบบไหนดีกว่ากัน ?

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

คุณเคยเจอมั้ย ? เข้ากลุ่มไหนก็ตามมักจะเจอคนโพสต์รูปของที่แพ็คไว้แล้วเป็นจำนวนมหาศาล บางคนเจอแบบโชว์รูป 1000 ชิ้นบ้าง 500 ชิ้นบ้าง 100 ชิ้นบ้าง เป็นใคร ใครเห็นก็ย่อมอยากจะมีโมเมนต์แบบนี้บ้างสำหรับคนขายของ มันเป็นธรรมดาที่หากเราเป็นมือใหม่ หรือขายมาได้สักพักแล้วแต่ออเดอร์ยังน้อยอยู่ ในนี้เราจะมาพูดถึงหัวข้อ ขายเอากำไรรวมต้นทุนทุกอย่าง Vs  ขายเอากำไรบวกน้อยนิดแต่ได้ออเดอร์แบบไหนดีกว่ากัน จริงๆ มันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนด้วยนะว่าสะดวกหรือชอบแบบไหน

ขายของเน้นกำไร Vs ขายเน้นจำนวนออเดอร์แบบไหนดีกว่ากัน ? (กดเลือกอ่านได้)

หากคุณอยู่ตามกลุ่มที่ขายของต่างๆ หรือกลุ่มที่แชร์ความรู้กันแบบฟรีๆ แอดเชื่อว่าอย่างน้อยๆ ที่เล่น Facebook จะต้องเจอคนโชว์จำนวนของที่แพ็คเป็นปริมาณมหาศาลจนเราเห็นแล้วเกิดอยากได้ออเดอร์แบบนั้นบ้าง โดยเฉพาะช่องทาง eCommerce หากใครได้ไปสิงอยู่ในกลุ่มก็จะเห็นเป็นประจำ

สำหรับการขายของทุกคนก็ล้วนคาดหวังในตัวกำไรกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมากจะน้อยแต่ก็ขอให้ได้กำไรก่อน อันนี้คือข้อเท็จจริง มันแทบจะไม่มีใครเลยที่จะยอมขายของขาดทุนตลอดเวลา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนหรือกำไรในภายภาคหน้าในอนาคต ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างพวกกลุ่ม eCommerce ที่ยอมขาดทุนเพื่อทำการตลาด การโปรโมท การดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มกันมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาที่แบรนด์ติดตลาด กลายเป็นที่นิยม และคนรู้จักไปทั่วก็จะเป็นจุดที่เริ่มจะกลับมาทำกำไรจากการโฆษณาให้กับแบรนด์ต่างๆ การ Boost ยอดการเข้าถึงบนแพลตฟอร์ม การหักค่าพื้นที่การขาย และอื่นๆ อีกมากมาย

ทำโฆษณา

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ : Lenovo Thailand

แม้แต่แบรนด์ใหญ่ๆ เองที่มีชื่อเสียงและคนรู้จักอยู่แล้วก็ยังมีการทำโฆษณาเพื่อแนะนำสินค้าใหม่ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของบริษัทอยู่เสมอ จะเห็นได้ว่าเรื่องของการทำการตลาดก็มีความสำคัญไม่แพ้กับเรื่องอื่นๆ เลยทีเดียว

สิ่งที่เราต้องคิดเมื่อขายของออนไลน์

ในการขายของไม่ใช่เพียงแค่เราลงสินค้า ตั้งราคาบวกเพิ่มมานิดหน่อย 5 บาท 10 บาทเพื่อเอากำไร แล้วพอขายได้ก็บอกแล้วว่าเราได้กำไร ซึ่งถ้าคุณคิดแบบนี้บอกเลยว่าคุณกำลังทำผิดมหันต์ เพราะแท้จริงแล้วมันยังมีต้นทุนอื่นๆ แฝงไว้อยู่อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นค่าแพ็ค ค่าแรง ภาษี และอื่นๆ อีกเพียบ อยากรู้ว่าต้นทุนแฝงมีอะไรบ้างลองอ่านบทความ 6 ต้นทุนแฝงมันมีอะไรบ้าง

พอทีนี้เมื่อเราขายถูกมากๆ เพราะเอากำไรน้อย ตัดราคาคนอื่น แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือมีออเดอร์เยอะขึ้น ปริมาณคำสั่งซื้อเยอะขึ้นแบบสุดๆ แน่นอนว่ากำไรแค่ 5 บาท 10 บาท กว่าคุณจะได้กำไร 1000 บาทคุณต้องขายไปตั้ง 100 – 200 ออเดอร์ เลยทีเดียว สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อถึงเวลาที่เรามีรายได้สอดคล้องกับการจ่ายภาษี ตอนนั้นแหละจะทำให้เราขาดทุนได้เพราะไม่ได้บวกราคาเผื่อภาษีไป แน่นอนว่าการขายถูกทำให้เราได้ปริมาณออเดอร์เยอะขึ้น แต่กำไรมันจะไม่พอให้เราจ่ายค่าต่างๆ ได้แน่ๆ

ทีนี้กลับกันถ้าเราขายของตามปกติ บวกกำไร บวกค่าแรง ค่าแพ็ค ค่าส่ง และค่าจิปาถะอื่นๆ เข้าไปในราคาสินค้าแล้ว พอถึงเวลาขายเราได้ออเดอร์ที่น้อยลง แต่กำไรมากขึ้น มันย่อมส่งผลดีต่อตัวเราในอนาคต อาทิเช่น มีกำไรเหลือพอสำหรับการจ้างลูกน้องช่วยแพ็ค การจ่ายภาษี การเช่าพื้นที่ขยายกิจการในอนาคต เป็นต้น

ทำไมบางคนมีออเดอร์เยอะและมีกำไรด้วยเหมือนกัน ? 

บางคนที่คุณเห็นออเดอร์เยอะ เค้าอาจจะคิดทุกอย่างไว้กับราคาสินค้าและขายได้กำไรเพียงพอที่จะหักไว้จ่ายค่าต่างๆ แล้วก็ได้ แต่ที่ขายดีอาจจะเป็นเพราะ

  1. สินค้ากระแสช่วงต้น
  2. สินค้าเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ตอบโจทย์ผู้ซื้ออยู่แล้ว
  3. สินค้าเฉพาะ ที่มีคนขายไม่เกิน 5 รายในตลาดเท่านั้น
สินค้าบน 1688

เรื่องสินค้ากระแสคุณเองก็สามารถติดตามได้จากเหล่า Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก Facebook หรือ TikTok ก็มักจะมีการหาซื้อหรือขายสินค้ากระแสอยู่บ่อยครั้ง หากสนใจสินค้ากลุ่มนี้คุณต้องเข้าให้เร็วและรู้จังหวะออกด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วโอกาสที่จะขาดทุนมีสูงเลยทีเดียว

ปัจจัยการที่จะทำให้เราได้ออเดอร์เยอะๆ ขายได้กำไรดีๆ มันก็ขึ้นอยู่กับที่ตัวสินค้าด้วยเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าสินค้าที่เป็นกระแสจะไม่สามารถบวกกำไรเข้าไปได้ อยู่ที่ตัวเราเองว่าพึงพอใจจะตั้งเท่าไหร่ อาจจะเสริมพวกของแถม โปรโมชั่นต่างๆ เข้าไปช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น

บางคนอาจจะได้ต้นทุนที่ถูกทำให้เค้าขายราคาถูกได้ เช่น คนที่นำเข้าสินค้าจากจีน หรือคนที่ดีลโรงงานเองได้ เป็นต้น

ใครที่ยังเป็นมือใหม่และอยากที่จะขายของในระยะยาวเป็นอาชีพเสริมหรือคิดจะผันตัวไว้ทำเป็นอาชีพหลักที่มั่นคง แนะนำว่าอย่าตัดราคาเพื่อเอาปริมาณออเดอร์เยอะๆ เข้าไว้ ถ้าไม่ได้วางแผนการตลาดไว้เผื่ออนาคตสำหรับการทำแบบนี้ เหมือนกับเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงล่มสลายเหมือนหลายคนที่ทำ เดียวเมื่อขายของได้เยอะเข้าทีนี้ค่าใช้จ่ายในส่วนพวกธุรกรรมแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าอื่นๆ จิปาถะมากมายจะถาโถมเข้ามาหาและทำให้เราขาดทุนได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษี”

สรุป

สำหรับเพื่อนๆ ที่ฟังมาถึงตรงนี้แล้ว มีความคิดเห็นกันว่าอย่างไรบ้าง ระหว่างขายได้ออเดอร์เยอะๆ กับ ขายของเอากำไรได้ แต่ได้ปริมาณลดลง เพื่อนๆ เลือกอันไหนกัน ? สำหรับแอดแล้วฝั่ง eCommerce จะเล่นเอาออเดอร์ให้ได้เยอะสักนิดพอมีรีวิว แล้วค่อยปรับราคามาตามที่เราได้กำไรไว้ ส่วนใครคิดแตกต่างจากนี้มาคอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยครับ ไม่มีถูกมีผิดน้า


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
สินค้าต้องห้าม TikTok และกฎข้อห้ามต่างๆ บน TikTok ที่คุณควรรู้ สำคัญมาก !!

สินค้าต้องห้าม TikTok และกฎข้อห้ามต่างๆ บน TikTok ที่คุณควรรู้ สำคัญมาก !!

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

ปัจจุบัน TikTok เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มาแรงอย่างมาก และหลายคนก็กำลังเริ่มต้นที่จะขายของออนไลน์ผ่านช่องทางนี้ ช่วงแรกๆ มันก็ยังไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย เพราะด้วยตัวเค้าเองก็เพิ่งเปิดเป็นแนว Social Shopping ทำให้มีการผลักดันร้านค้าอย่างมาก รวมถึงทำให้ผู้ขายหลายๆ คนสามารถขายของได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการขายไม่ได้มีอิสระขายได้ทุกอย่างเสมอ เค้าเองก็ยังมีข้อห้ามในด้านการขายสินค้าบางชนิด รวมถึงกฎต่างๆ ที่ห้ามไว้อยู่

ห้ามไลฟ์สดแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

ปกติแล้วการไลฟ์สดเพื่อขายของมันก็ไม่ได้ผิดกฎอะไรของแพลตฟอร์มเลย แต่บางครั้งด้วยการสร้างสรรค์วิธีการไลฟ์ใหม่ๆ หรือคนที่ไม่ต้องการออกกล้องก็อาจจะใช้ภาพนิ่งและใช้เสียงอธิบายเอา ซึ่งตรงนี้ตัว TikTok มี AI คอยจับการเคลี่อนไหวของเราอยู่ทำให้รู้ได้ว่าเรายังคงอยู่ในไลฟ์หรือไม่ เพราะ TikTok เค้าไม่ต้องการให้เราไลฟ์แล้วไม่มีปฏิสัมพันธ์หรือผู้ชมไม่ได้เห็นเราเลย

ปัจจุบันระบบนี้เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานทำให้อาจจะไม่มีความเสถียรไปบ้าง เพราะจากเคสที่แอดเคยเจอในกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายของออนไลน์บางครั้งแค่เดินไปหยิบสินค้าก็บอกว่าไลฟ์ไม่มีความเคลื่อนไหวแล้ว เรื่องนี้อาจจะต้องรอระบบของ TikTok ปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคต แต่เราก็ยื่นให้เค้าตรวจสอบได้เช่นกัน

หากใครคิดจะทำไลฟ์แล้วทำภาพนิ่งอย่างเดียว แนะนำว่าช่วงนี้ให้เลี่ยงๆ ไปก่อน เพราะเดียวถ้าโดนแบนแล้วบัญชีปลิวเราจะไม่ได้เงินที่อยู่ในระบบคืนอีกด้วย

ระวังเรื่องการแสดงข้อมูล

บ้านเราได้เปิดใช้ตัวกฎหมายเรื่อง PDPA มาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อมูลต่างๆ ของบุคคลใดๆ ก็ตามจำเป็นต้องมีการขออนุญาตก่อนการเปิดเผยทุกครั้ง ซึ่งบางทีในช่วงระหว่างเราไลฟ์หรือถ่ายวิดีโอแล้วลงใน TikTok และเผลอไปติดพวกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลที่สามารถระบุแหล่งหรือติดต่อบุคลลนั้นๆ ได้ก็อาจจะทำให้ TikTok แบนได้จากการแสดงข้อมูลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อาจจะเผลอแสดงเรื่องข้อมูลการจัดส่งสินค้าก็ทำให้เป็นสาเหตุของการโดนแบนด้วยเช่นกัน อันนี้ต้องระวังกันสักนิดนึงในเรื่องการแสดงข้อมูล

การใช้คำหรือพฤติกรรมที่สื่อไปในทางไม่เหมาะสม

เรื่องนี้ถือว่าเป็นปกติของทุกแพลตฟอร์มที่หากคุณแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือคำพูดที่ไม่เหมาะสมก็ถึงขั้นถูกแบนแอคเคาท์ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนขายของออนไลน์ที่อาจจะใช้รูปแสดงถึงสัดส่วนมากเกินไปด้วยเช่นกัน บน TikTok เองก็ยังมีข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องภาพและวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนมากเกินไปก็จะทำให้ AI จับได้และถูกแบน ดังนั้นการที่ใช้ภาพหรือวิดิโอต่างๆ จำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบด้วย หากอันไหนดูแล้วไม่เหมาะสมแอดแนะนำว่าให้ใช้ Emoji แปะลงไปเพื่อปิดบังหากมันเลี่ยงไม่ได้และเป็นเพียงแค่การขายสินค้าก็เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีในเรื่องการชักชวนลงทุนหรือเล่นพนันต่างๆ ที่ผิดกฎของ TikTok ด้วยเช่นกัน แต่แอดคิดว่าเรื่องนี้ทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วและคนที่เข้ามาอ่านก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เอาเป็นว่าแนะนำให้เลี่ยงไปได้จะดีที่สุด เพราะนอกจากจะถูกแบนแล้วยังผิดกฎหมายอีกด้วย

สินค้าต้องห้ามต่างๆ

สินค้าก็มีให้เราเลือกขายหลากหลายชนิดเป็นล้านรายการ ซึ่งบางอย่างมันทำกำไรได้ดีจนหลายคนอดจะหามาขายไม่ได้ ซึ่งบางตัวมันก็ผิดกฎของแพลตฟอร์มรวมถึงผิดกฎหมายบางข้ออีกด้วย ซึ่งข้อห้ามของ TikTok เองก็ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนถึงสินค้าแต่ละชนิดว่ามีอะไรเป็นของต้องห้ามบ้าง เดียวแอดจะอธิบายแบบคร่าวๆ รวมถึงสินค้าบางตัวที่ไม่น่าจะโดนแบนแต่ก็โดนด้วยเช่นกัน จะมีอะไรบ้างเดียวมาดูกันเลย

1. อุปกรณ์หรือสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ

เรื่องสินค้าเหล่านี้จะปฏิเสธว่าเราไม่เคยเห็นเลยก็ไม่ได้ เพราะคนขายกันเยอะมากๆ แต่ในหัวข้อนี้มันก็โยงถึงพวกสินค้าจำพวกชุดนอนไม่ได้นอน ที่บางครั้งรูปนางแบบหรือรูปของสินค้าอาจจะต้องแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนต่างๆ และแสดงให้เห็นถึงตัวสินค้าของจริง และด้วยที่มันแสดงให้เห็นถึงความวาบหวิวจึงอาจจะถูก AI มองว่าลามกอนาจารและถูกแบนได้ ในส่วนของพวกของเล่นต่างๆ ที่เรารุ้ๆ กันอยู่อันนั้นมันไม่สามารถขายได้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะตามกฎหมายของบ้านเรายังไม่ได้มีการรับรองเรื่องพวกนี้

2. สินค้าปลอมต่างๆ

ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหนก็ตามการขายสินค้าปลอมแปลงก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขายอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็ผิดกฎหมายกรละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ทีนี้คุณอาจจะเกิดข้อสงสัยว่าแล้วทำไมคนอื่นยังขายได้อยู่ ก็เพราะว่า AI ยังตรวจสอบไม่เจอว่าสินค้าที่เค้าขายนั้นละเมิดลิขสิทธิ์ หากถูกตรวจพบเมื่อไหร่ก็มีความเสี่ยงอย่างมากที่คุณจะถูกแบนได้ นอกจากนี้คุณยังมีความเสี่ยงในเรื่องของกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

ในร้านค้าที่ขายดีหรือทำรายได้ 6 – 7 หลักต่อเดือนส่วนมากเริ่มมองถึงความมั่นคง และไม่เข้าไปเกี่ยวกับสินค้าจำพวกลิขสิทธิ์เนื่องจากว่าถ้าพวกเค้าโดนมาทีมันก็ไม่คุ้มค่ากับการทำเท่าไหร่ โดยส่วนมากแล้วจะเน้นไปทางสินค้ายั่งยืนและสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้ หากคุณเพิ่งเริ่มเข้ามาขายสินค้าแนะนำว่าอย่าเล่นพวกของผิดลิขสิทธิ์จะดีที่สุด

3. กลุ่มสินค้าพวกความสวยความงาม

ต้องบอกว่าสินค้ากลุ่มนี้จริงๆ มันก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไรจากชีวิตประจำวันของเรามากมาย แต่ปัญหาคือบางครั้งมันไม่ได้มี อย. หรือมาตรฐานอย่างถูกต้องเหมือนกับแบรนด์ใหญ่ๆ เท่าที่แอดได้เห็นมาหลายคนโดนปิดบัญชีกันรัวๆ โดยเฉพาะในกลุ่มของคนที่ขายสินค้าพวกความสวยความงาม เพราะเหมือน TikTok ยังไม่ค่อยได้เปิดกว้างให้ลงสินค้าพวกนี้นัก แต่ถ้าเกิดคุณจะขายจริงๆ แนะนำว่าให้เราส่งเอกสารจำพวกใบรับรองต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เราขาย รวมถึงยิ่งเป็นในนามบริษัทยิ่งดี เพราะด้วยเอกสารที่ถูกออกโดยภาครัฐก็มีความน่าเชื่อถือและคุณไม่ต้องหลบเลี่ยงในการขายอีกด้วย

ถ้าเป็นไปได้ให้เลี่ยงสินค้ากลุ่มพวกความสวยความงามบน TikTok กันก่อนดีกว่าหากคุณคิดจะเริ่มต้นขายถ้าคุณไม่มีพวกใบอนุญาตหรือใบตัวแทนอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการใช้รูปภาพอย่าง Before – After ด้วยที่บางครั้งก็โดนแบนบ้าง บางครั้งก็ไม่โดนบ้าง แต่ทุกแพลตฟอร์มแทบจะห้ามกันหมดในเรื่องนี้ เพราะความสวยงามไม่สามารถวัดเป็นบรรทัดฐานได้ รวมถึงพวกคำต่างๆ ที่ใช้ในการโฆษณาด้วย เพราะบางคำอาจจะผิดกฎแพลตฟอร์มอย่างเดียว บางคำก็อาจจะผิดกฎหมายได้เลยก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอวดอ้างสรรพคุณของสินค้าเกินพอดี

กรอบรูปสินค้า Manyframe กรอบรูปสินค้าออนไลน์ไม่ต้องจ้างกราฟิก ทำได้ผ่านทั้ง Canva Photoshop และแอพในมือถือ ตกเพียงกรอบละ 0.8 บาทเท่านั้น

4. กลุ่มคลินิกเสริมความงาม

ปกติแล้วการโฆษณาหรือทำคลิปเกี่ยวกับเรื่องการฉีดสารต่างๆ เข้าร่างกายเพื่อความสวยงามแทบจะเป็นเรื่องปกติของการโฆษณาอยู่แล้ว แต่ใน TikTok เองไม่สามารถโฆษณาหรือทำวิดิโอเกี่ยวกับเรื่องพวกฉีดฟีลเลอร์ ฉีดผิว โบท็อก หรือเกี่ยวกับการตกแต่งร่างกายได้เท่าที่ควรนัก ส่วนใหญ่ที่ทำได้จะเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพผิว การสครับผิว การเลเซอร์ต่างๆ มากกว่า ดังนั้นคนที่ทำคอนนเทนต์หรือยิงแอดใน TikTok ต้องระวังเรื่องพวกนี้สักนิดนึง

5. สินค้าชนิดอื่นๆ

สินค้าจำพวกยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ พืชต้องห้าม อาวุธ สัตว์ทุกชนิด ยาชนิดต่างๆ สินค้าเหล่านี้ถูกจัดเป็นสินค้าควบคุมและต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้องสำหรับสินค้าบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยา ข้อนี้แอดคิดว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะทุกคนแอดเชื่อว่าไม่ยุ่งกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว

สรุป

จริงๆ ยังมีสินค้าอีกหลายชนิดที่ไม่สามารถขายได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะผิดกฎหมายมากกว่า แต่สำหรับสินค้าทั่วๆ ไปแทบจะไม่มีปัญหาใดๆ ยกเว้นแต่ว่าสินค้าเหล่านั้นจะละเมิดลิขสิทธิ์หรือถึงแม้คุณจะซื้อของแท้มาขายต่อก็อาจจะโดนระงับบัญชีได้หากเจ้าของไม่ยินยอมให้นำมาขาย ดังนั้นก่อนทีจะลงขายใน TikTok ลองเช็คข้อห้ามให้ละเอียดอีกครั้งกันนะ


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
สอนทำ Facebook Ads ปี 2022 ตั้งแต่ 0 – 100 ฉบับละเอียดที่มือใหม่ก็ทำได้

สอนทำ Facebook Ads ปี 2022 ตั้งแต่ 0 – 100 ฉบับละเอียดที่มือใหม่ก็ทำได้

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

ทุกวันนี้หลาย ๆ คนเริ่มหันมาทำอาชีพค้าขายกันมากยิ่งขึ้น “Facebook” ก็เป็นโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยม แต่ ณ ตอนนี้ถูกลดการมองเห็นเป็นอย่างมาก ฉะนั้นหลายคนจึงเริ่มทำ “โฆษณา Facebook Ads” ในการเพิ่มการมองเห็นและสร้างยอดขาย

แต่ปัจจุบันไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน และยังมีคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน ไหน Facebook ยังลดการมองเห็น ทำให้การโพสต์แต่ละครั้งแทบจะไม่มีคนเห็นเลย ฉะนั้น Facebook เค้าจึงมีเครื่องมือมาให้เราเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มการเข้าถึงลูกค้านั้นก็คือ “Facebook Ads” นั่นเอง

สำหรับในบทความนี้จะอธิบายวิธีลงโฆษณา Facebook Ads ในปี 2021 แบบละเอียดที่สุด ตั้งแต่ทำความเข้าใจก่อนเกี่ยวกับตัว Facebook Ads ไปจนถึงขั้นตอนการปล่อยโฆษณาให้ส่งออกไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เราได้กำหนด รับรองว่าฉบับนี้ละเอียดยิบ ๆ และเชื่อว่าทุกคนถ้าอ่านครบ นำไปปรับใช้เป็น มีลูกค้าทักมาแชทแตกแน่นอน

สอนยิงแอด Facebook ฉบับละเอียดยิบ (กดเลือกอ่านได้)

6. สอนวิธีลงโฆษณา Facebook Ads ตั้งแต่ 0 – 100 ใน Facebook Ads Manager (ฉบับละเอียดยิบ)

6.1. เตรียมคอนเทนต์ รูปภาพหรือวิดีโอ ทำการโพสต์ลงไปในเพจของเราก่อน

6.2. สร้าง Campaign สำหรับการทำ Facebook Ads ขึ้นมา

6.3. เข้าใจกับกลุ่มวัตถุประสงค์ของ Facebook เบื้องต้น

6.4. เลือกวัตถุประสงค์ในการทำโฆษณา

6.5. การตั้งชื่อแคมเปญ

6.6. ตรวจสอบชุดแคมเปญเบื้องต้น

6.6.1. หมวดหมู่โฆษณาพิเศษ

6.6.2 รายละเอียดแคมเปญ

6.6.3 วัตถุประสงค์แคมเปญ

6.6.4 แสดงตัวเลือกเพิ่มเติม

6.6.5. การทดสอบ A/B

6.6.6. การปรับให้เหมาะสมกับงบประมาณแคมเปญ

6.6.7. กลยุทธ์การประมูลราคาแคมเปญ

6.6.8. กลยุทธ์การประมูลราคาแคมเปญ

7. กำหนดกลุ่มเป้าหมายยิง Facebook Ads

7.1. เข้าสู่หน้าชุดโฆษณา

7.2. กำหนดปลายทางข้อความ

7.3. งบประมาณและการกำหนดเวลา

7.4. วงเงินใช้จ่ายของงบโฆษณา

7.5. กลุ่มเป้าหมาย

7.6. การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบละเอียด

7.7. ภาษาที่เราต้องการส่งโฆษณา

7.8. ตำแหน่งการจัดวางโฆษณา

7.9. การตั้งค่าโฆษณา

7.10. การติดตาม

7.11. ตรวจสอบ Preview ของชิ้นงานที่เราจะยิงแอดเฟสบุ๊ค

สรุป

สอนยิงแอด Facebook ฉบับละเอียดยิบ (กดเลือกอ่านได้)

6. สอนวิธีลงโฆษณา Facebook Ads ตั้งแต่ 0 – 100 ใน Facebook Ads Manager (ฉบับละเอียดยิบ)

6.1. เตรียมคอนเทนต์ รูปภาพหรือวิดีโอ ทำการโพสต์ลงไปในเพจของเราก่อน

6.2. สร้าง Campaign สำหรับการทำ Facebook Ads ขึ้นมา

6.3. เข้าใจกับกลุ่มวัตถุประสงค์ของ Facebook เบื้องต้น

6.4. เลือกวัตถุประสงค์ในการทำโฆษณา

6.5. การตั้งชื่อแคมเปญ

6.6. ตรวจสอบชุดแคมเปญเบื้องต้น

6.6.1. หมวดหมู่โฆษณาพิเศษ

6.6.2 รายละเอียดแคมเปญ

6.6.3 วัตถุประสงค์แคมเปญ

6.6.4 แสดงตัวเลือกเพิ่มเติม

6.6.5. การทดสอบ A/B

6.6.6. การปรับให้เหมาะสมกับงบประมาณแคมเปญ

6.6.7. กลยุทธ์การประมูลราคาแคมเปญ

6.6.8. กลยุทธ์การประมูลราคาแคมเปญ

7. กำหนดกลุ่มเป้าหมายยิง Facebook Ads

7.1. เข้าสู่หน้าชุดโฆษณา

7.2. กำหนดปลายทางข้อความ

7.3. งบประมาณและการกำหนดเวลา

7.4. วงเงินใช้จ่ายของงบโฆษณา

7.5. กลุ่มเป้าหมาย

7.6. การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบละเอียด

7.7. ภาษาที่เราต้องการส่งโฆษณา

7.8. ตำแหน่งการจัดวางโฆษณา

7.9. การตั้งค่าโฆษณา

7.10. การติดตาม

7.11. ตรวจสอบ Preview ของชิ้นงานที่เราจะยิงแอดเฟสบุ๊ค

สรุป

1. เรื่องที่ควรรู้ก่อนที่จะเริ่มทำ Facebook Ads

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ Facebook Ads

Facebook Ads คือ โฆษณาบน Facebook ชนิดหนึ่งที่จะแสดงให้ผู้คนได้เห็น แต่ทั้งนี้โฆษณาบน Facebook ก็จะวิ่งอยู่เพียงแค่บนแพลตฟอร์มตนเองเท่านั้น ไม่ได้วิ่งไปทั้งหมดเหมือนกับ TV หรือป้ายบิลบอร์ดต่าง ๆ แต่เราสามารถกำหนดได้ว่าโฆษณา Facebook Ads นั้นเราต้องการส่งถึงใครบ้าง และสามารถทำโฆษณาได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ
อ่านเพิ่มเติมฉบับเต็ม: Facebook Ads คืออะไร?

1.1 ทำ Facebook Ads ผ่านมือถือ VS ทำผ่าน Desktop

mobile vs computer

การทำ Facebook Ads นั้นเราสามารถทำได้สะดวกเป็นอย่างมาก เพราะใช้ได้ทั้งมือถือทั้งคอมพิวเตอร์ในการสร้างสรรค์โฆษณาสักชิ้นขึ้นมา สำหรับบนคอมนั้นจะมีลูกเล่นที่หลากหลาย ครบถ้วน มีตัววิเคราะห์หลังจากยิงโฆษณา Facebook ได้ครบกว่ามือถือพอสมควร

แต่ทั้งนี้ด้วยมือถือเป็นสิ่งที่พกพาสะดวก Facebook เลยได้ใส่ Application อย่าง “ตัวจัดการโฆษณา” เอาไว้ให้สำหรับใครที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ ให้สามารถทำโฆษณาได้สะดวกรวดเร็ว และทำได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย

“แนะนำหากจะทำโฆษณาแบบจริงจังแล้ว ควรใช้คอมพิวเตอร์ในการทำจะดีกว่า เนื่องจากมีความละเอียด และการกำหนดวัตถุประสงค์โฆษณา Facebook Adsด้เยอะมากกว่ามือถือพอสมควร”

อ่านเพิ่มเติมฉบับเต็ม : ลงโฆษณา Facebook Ads บน มือถือ VS คอมพิวเตอร์

1.2 ตั้งเป้าหมายว่าจะยิงแอด Facebook ไปเพื่ออะไร?

การตั้งเป้าหมายให้กับธุรกิจเราก่อนที่จะเริ่มยิงแอดนั้น ช่วยให้เราเข้าใจว่าจริง ๆ แล้ว เราต้องการยิงไปเพื่อให้ได้อะไรกันแน่ เพื่อให้เราสามารถเลือกวัตถุประสงค์ตรงกับความต้องการของเรา โดยวัตถุประสงค์โฆษณา Facebook Ads นั้นมีทั้งสิ้น 3 หัวข้อใหญ่ และอีก 11 วัตถุประสงค์ย่อย ในการอัพเดทใหม่ล่าสุดจากเดิมมีวัตถุประสงค์อยู่ 11 ตัว ตอนนี้เหลือเพียงแค่ 6 ตัว จากตรงนี้เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายจากการยิง Facebook Ads ได้

1.3 คำศัพท์น่ารู้สำหรับการยิงแอด Facebook

ในการทำโฆษณา Facebook Ads นั้น เราจำเป็นจะต้องรู้ศัพท์ต่าง ๆ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจข้อมูลในหน้าวิเคราะห์จากการยิงโฆษณาของ Facebook

Vocabulary

อ่านเพิ่มเติมแบบละเอียดที่ : คำศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับการทำ Facebook Ads

2. เริ่มสร้างเพจ Facebook

ก่อนที่เราจะทำโฆษณา Facebook Ads เราจะต้องมีเพจเสียก่อน เพราะว่า Facebook ไม่อนุญาตให้ทำการโปรโมทโพสต์หรือเนื้อหาใด ๆ ในเฟสส่วนตัว ดังนั้นแล้วเราจำเป็นจะต้องสร้างเพจขึ้นมาก่อน

การสร้างเพจนั้น ขั้นแรกให้เราเลือกที่คำว่า “เพจ” ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือตามรูปด้านล่างกรอบสีแดง

แอดได้มีการอัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีสร้างเพจ Facebook 2022 สร้างอย่างไรให้ขายของได้ เหมาะทั้งกับสายยิงแอดและสายฟรี

วิธียิงแอดโฆษณา 2020

เมื่อกดเข้ามาแล้วก็จะเจอกับหน้าดังกล่าว ให้เรากดสร้างเพจได้เลย

สร้างเพจ Facebook

3. ตั้งชื่อเพจ อัพโหลดรูปภาพ ใส่ข้อมูลเพจของเรา

หลังจากสร้างเพจ Facebook แล้วให้เรากรอกชื่อเพจ ข้อความทักทายตามกรอบสีแดงให้เรียบร้อย

ใส่รายละเอียดเพจ

หลังจากที่กรอกรายละเอียดเรียบร้อยก็ให้เราใส่รูป Cover Photo รวมถึงรูปโลโก้ประจำเพจของเราได้เลย

รูปประจำเพจ Facebook

เมื่อใส่รายละเอียดของเพจรวมถึงรูปภาพเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถกดสร้างเพจ Facebook ได้เลย เมื่อสร้างเสร็จก็จะได้หน้าตาแบบรูปภาพด้านล่างเลย

สร้างเพจเรียบร้อย

คอร์สเรียนแต่งรูปง่ายๆด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่ได้รูปมือโปร เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ

4. รู้จักกับบัญชีโฆษณา

บัญชีโฆษณาช่วยทำให้เกิดความสะดวกเป็นอย่างมากสำหรับใครที่มีเพจให้ดูแลหลายเพจ ช่วยให้เราไม่ต้องเข้าออกบัญชีบ่อย ๆ โดยที่เราสามารถเข้าใช้งานบัญชีแต่ละเพจได้เลยทันที สำหรับใครที่มีหลาย ๆ เพจ จึงควรสร้างบัญชีโฆษณาเอาไว้ ช่วงหลังๆ มาได้มีการอัพเดท Facebook Algorithm บ่อยครั้งมาก การมีบัญชีสำรองหลายๆ ตัวก็ช่วยให้ธุรกิจของเราไม่สะดุดเมื่อเวลาถูกแบนบัญชี Facebook

4.1. ความแตกต่างระหว่างบัญชีส่วนตัวและบัญชีโฆษณา

สำหรับบัญชีส่วนตัวนั้นก็คือเมื่อเราสร้างเพจและเมื่อทำการ Boost Post หรือใช้งาน Facebook Ads Manager บัญชีโฆษณาส่วนตัวก็จะถูกสร้างขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งบัญชีโฆษณาส่วนตัวจะสามารถดูแลได้เพียงเพจเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเป็นบัญชีแบบบัญชีธุรกิจ จะสามารถดูแลได้หลายๆ เพจพร้อมกันได้ง่ายมากขึ้น

4.2. เริ่มต้นควรสร้างบัญชีธุรกิจเลยหรือไม่

หากคุณทำเพจแค่เพจเดียวหรือสองเพจ ไม่จำเป็นต้องสมัครบัญชีแบบธุรกิจก็ได้ เพราะอาจจะยังไม่เหมาะมากนัก โดยบัญชีธุรกิจเหมาะกับสายงาน Agency หรือบริษัทที่มีเพจแยกย่อยแต่ละสินค้าเป็นจำนวนมากแบบนั้นจะเหมาะกว่า แรกๆ อาจจะยังไม่ต้องเริ่มสร้าง ใช้บัญชีส่วนตัวไปก่อน

5. ความแตกต่างระหว่าง Boost Post กับ Facebook Ads Manager

Boost Post กับ Ad Mananger

การทำ Facebook Ads สามารถทำได้สองวิธีคือ การใช้วิธีการ Boost Post และการทำโฆษณาผ่าน Facebook Ads Manger ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งคู่ แล้วแต่ว่าใครต้องการทำโฆษณาในรูปแบบไหน และชื่นชอบแบบไหนมากกว่ากัน

5.1. Boost Post คืออะไร?

Boost post การสร้างโฆษณาแบบรวดเร็ว เน้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบกว้าง ๆ เหมาะกับประเภทโฆษณา Brand Awareness เป็นส่วนใหญ่

5.2. Facebook Ads Manager คืออะไร?

Facebook Ads Manager เป็นเครื่องมือที่กำหนดได้ละเอียดครบถ้วน มีวัตถุประสงค์ให้ครบทั้ง 3 ชนิด สามารถดูข้อมูลหลังจากที่เรายิงโฆษณาออกไปได้แล้ว

advantage

“ถ้าจะทำโฆษณาแบบจริงจังก็แนะนำให้ใช้ Facebook Ads Manager หากถามว่าใช้ Boost Post ได้หรือไม่นั้น ตอบเลยว่าได้เหมือนกัน แต่แนะนำให้ใช้ตัว Ads Manager จะดีกว่า”

อ่านเพิ่มเติมแบบละเอียดที่ : ความแตกต่างระหว่าง facebook Ads Manager กับ Boost Post คือ

6. สอนวิธีลงโฆษณา Facebook Ads ตั้งแต่ 0 – 100 ใน Facebook Ads Manager (ฉบับละเอียดยิบ)

สำหรับการทำโฆษณา Facebook Ads หลาย ๆ คนก็หวังว่าจะช่วยทำให้เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ได้ประสบความสำเร็จ แต่บางคนอาจจะยังไม่เคยทำโฆษณาและไม่รู้วิธีทำ วันนี้จะสอนการทำโฆษณาบน Facebook ตั้งแต่ 0 – 100 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าต้องยิงอย่างไร

สอนยิงแอดเฟสบุ๊ค

6.1 เตรียมคอนเทนต์ รูปภาพหรือวิดีโอ ทำการโพสต์ลงไปในเพจของเราก่อน

เตรียมคอนเทนต์ รูปภาพหรือวิดีโอ ทำการโพสต์ลงไปในเพจของเราก่อน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวบ้างก่อน และนอกจากนี้เราสามารถยิงโฆษณา Facebook Ads ด้วยโพสต์ที่เราเคยทำได้ด้วย

6.2 สร้าง Campaign สำหรับการทำ Facebook Ads ขึ้นมา

สำหรับการสร้างแคมเปญนั้นก็เหมือนกับเป็นฐานของการทำโฆษณา โดยพื้นฐานแล้วหากเราต้องการทำโฆษณาเราก็จะต้องเริ่มด้วยแคมเปญเสมอ คล้าย ๆ กับเป็นแกนหลักของการที่เราทำโฆษณาชุดนี้ไปเพื่ออะไร เช่น ลดราคาสินค้า ต้องการข้อมูลลูกค้า เป็นต้น

สร้างโฆษณา

6.3 เข้าใจกับกลุ่มวัตถุประสงค์ของ Facebook เบื้องต้น

การทำโฆษณาบน Facebook จำเป็นจะต้องเลือกวัตถุประสงค์ในการยิงแอด Facebook ด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ Facebook เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับวัตถุประสงค์เราได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

โดยสามารถอ่านแบบละเอียดได้ที่ : วัตถุประสงค์โฆษณา Facebook Ads

6.4 เลือกวัตถุประสงค์ในการทำโฆษณา

เมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์แต่ละตัวที่ Facebook ได้มีมาให้ ก็เลือกวัตถุประสงค์ตามที่เราได้วางเอาไว้ได้เลย เช่น หากเราต้องการยอดไลค์ แชร์ คอมเมนต์โพสต์หรือเพจก็ให้เลือกที่ “การมีส่วนร่วม” หรือหากต้องการให้ลูกค้าแชทเข้ามาก็เลือกที่ “ข้อความ”

เลือกวัตถุประสงค์

6.5 การตั้งชื่อแคมเปญ

ตั้งชื่อแคมเปญ

ในการตั้งชื่อแคมเปญเราควรที่จะตั้งชื่อแบบที่เราเข้าใจ และสามารถค้นหาได้ง่าย โดยควรตั้งให้รู้เรื่องเข้าใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เราทำโฆษณา เมื่อเราทำโฆษณาอย่างต่อเนื่องแล้ว เราก็สามารถค้นหาโฆษณาตัวดังกล่าวย้อนหลังได้ง่ายจากฟังก์ชัน Search และ Filter ของ Facebook

การตั้งชื่อแคมเปญที่ดีอาจจะต้องทำให้เป็นรูปแบบที่เราเข้าใจ มองเห็นแล้วเรารู้ทันทีว่าโฆษณาตัวนี้คือสินค้าอะไร ยิงไปรูปแบบไหน เพื่อที่จะง่ายต่อการค้นหา ตัวอย่างการตั้งชื่อโฆษณา เช่น
วันที่ 01/01/64 – ยาลดน้ำหนัก – Awareness
01 – 05 มกราคม 64 – รองเท้าวิ่งยี่ห้อสบายเท้ารุ่น A01 – ราคา 550 – ข้อความ
คนเข้าเว็บไซต์ – ABC.com – มีส่วนร่วมในช่องทาง Facebook, IG
อ่านเทคนิคการตั้งชื่อแคมเปญแบบละเอียดที่ : เทคนิคการตั้งชื่อแคมเปญ

ในแคมเปญนั้นก็จะมีหมวดย่อย ๆ ลงมาอีกนั่นก็คือ

    1. แคมเปญ
    2. ชุดโฆษณา
    3. โฆษณา

ให้เราใส่ชื่อต่าง ๆ ลงในแต่ละชุดแคมเปญให้เรียบร้อยและกดถัดไปได้เลย

หลังจากที่ได้ตั้งค่าการสร้างชุดแคมเปญโฆษณาแล้ว Facebook Business Manager ก็จะนำเรามาอีกหน้านึง เมื่อถึงหน้านี้แล้วก็สามารถตั้งค่าตามลำดับและตามความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจได้เลย

6.6. ตรวจสอบชุดแคมเปญเบื้องต้น

หน้าแรกโฆษณา

6.6.1. หมวดหมู่โฆษณาพิเศษ

หากโฆษณาของคุณเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม การเลือกตั้งหรือการเมือง จะต้องกดเปิดหมวดหมู่โฆษณาพิเศษเพื่อให้ทาง Facebook ได้ตรวจสอบโฆษณาดังกล่าวและไม่ผิดหลักการทำโฆษณาของ Facebook

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโฆษณาพิเศษที่ : https://www.facebook.com/business/help/298000447747885

โฆษณาพิเศษ

6.6.2. รายละเอียดแคมเปญ

 ตรงนี้ Facebook มีตายตัวอยู่แล้วนั้นก็คือการประมูลนั้นเอง โดยระบบของ Facebook จะเป็นผู้ที่กำหนดการมองเห็นของโฆษณานั้น ๆ ให้

รายละเอียดแคมเปญ

6.6.3. วัตถุประสงค์แคมเปญ

หากเปลี่ยนใจจะเปลี่ยนวัตถุประสงค์ ก็สามารถแก้ไขในขั้นตอนนี้ได้เหมือนกัน

เปลี่ยนวัตถุประสงค์

​6.6.4. แสดงตัวเลือกเพิ่มเติม

อันนี้เราสามารถกำหนดงบประมาณในการโฆษณาได้ว่าตลอดระยะเวลาแคมเปญทำโฆษณา Facebook Ads เรามีงบไว้ที่เท่าไหร่ อย่างในรูปมีงบ 3,000 บาท ก็ใส่ตามงบที่มีเลย

หลังจากตั้งค่าด้านบนเสร็จตามรูปด้านล่างแล้วให้เลื่อนลงมาด้านล่างก็จะเจอหน้าดังต่อไปนี้ สามารถตั้งตามลำดับต่อไปได้เลย

6.6.5. การทดสอบ A/B

เป็นการทดสอบชุดโฆษณาระหว่าง 2 ชุดโฆษณา สำหรับมือใหม่อาจจะยังไม่ต้องทดสอบ เพราะในนี้มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะพอสมควร เดียว Marketing In Secret จะมาเจาะลึกให้อีกครั้งสำหรับการทำชุดโฆษณาสำหรับทดสอบ A/B Testing

AB Testing

6.6.6. การปรับให้เหมาะสมกับงบประมาณแคมเปญ

ตรงจุดนี้เราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการให้ชุดโฆษณาใช้เงินต่อวันเป็นจำนวนเท่าไหร่ อย่างของ Marketing In Secret มีงบ 3,000 บาท ต้องการโฆษณาสัก 5 วัน เอา 3,000/5 = 5 – 600 บาท/วัน เผื่อเหลือเผื่อขาด แต่ตรงนี้จะกำหนดหรือไม่ก็ได้ เพราะในหน้าถัดไปเราก็กำหนดได้เช่นกัน

ปรับงบแคมเปญ

นอกจากนี้หากกดตรง Dropdown ตรง “งบประมาณต่อวัน” ก็จะมีตัวเลือกอีกตัวคือ “งบประมาณตลอดอายุการใช้งาน” หากเราเลือกเป็นตัวนี้การเพิ่มวงเงินค่าใช้จ่ายของแคมเปญก็จะหายไป อันนี้เราเลือกได้ว่าใช้เป็นแบบไหน ใครที่กลัวเงินไหลมากเกินไป สามารถเลือก “งบประมาณตลอดอายุการใช้งานได้เลย”

เลือกงบโฆษณา

6.6.7. กลยุทธ์การประมูลราคาแคมเปญ

 ตรงจุดนี้หากเป็นมือใหม่ แนะนำให้ใส่ “ต้นทุนต่ำที่สุด” ไปเลย เพราะเดียว Facebook เค้าจะจัดการงบประมาณของเราให้วิ่งไปหากลุ่มเป้าหมายดีที่สุด ในราคาที่ต่ำที่สุด

ราคาประมูล

6.6.8. การกำหนดเวลาแสดงโฆษณา

ตรงนี้ปล่อยไปเลยให้แสดงตลอดเวลา เพราะเราไม่สามารถแก้ไขได้ หากต้องการตั้งเป็นเวลา เราอาจจะต้องใช้การเปิด – ปิด เอาเอง เมื่อเราตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ให้กดถัดไปได้เลย

รวมกลุ่มเป้าหมายของสินค้าทุกชนิดไว้ใน E-Book เล่มเดียว ยิงแอดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

7. กำหนดกลุ่มเป้าหมายยิง Facebook Ads

ชุดโฆษณากลุ่่มเป้าหมาย

7.1. เข้าสู่หน้าชุดโฆษณา

เมื่อเข้าสู่หน้าโฆษณาแล้ว ก็จะเจอกับหน้าดังกล่าวตามรูปด้านล่าง ให้เราเริ่มตั้งค่า “หน้าชุดโฆษณา” ไปทีละขั้นตอนได้เลย

ลำดับตั้งค่ากลุ่มเป้าหมาย

7.2. กำหนดปลายทางข้อความ

เป็นการเลือกปลายทางของข้อความว่าเราต้องการให้ลูกค้าของเราทักแชททางไหน ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปของเราก็จะเลือกเป็น Messenger อยู่แล้ว หากใครมีร้านค้าบน IG ก็สามารถรวมช่องทางการแชทให้อยู่ใน Messenger ได้เลย

ปลายทางข้อความ

7.3. งบประมาณและกำหนดเวลา

ตรงนี้เราสามารถกำหนดได้ว่าจะปล่อยให้โฆษณาเริ่มต้นวันไหนและสิ้นสุดเมื่อไหร่ ถ้าเราต้องการใส่วันสิ้นสุดให้ติ๊กตรงช่องสี่เหลี่ยม แล้วจะมีชุดวันที่กำหนดวันที่สิ้นสุดมาให้อีกชุดหนึ่ง หรือหากเราไม่ต้องการใส่วันสิ้นสุด ก็สามารถปล่อยให้โฆษณา Facebook Ads วิ่งจนครบกำหนดวงเงินของเราได้

กำหนดงบและเวลา

7.4. วงเงินใช้จ่ายของงบโฆษณา

เป็นตัวที่กำหนดวงเงินใช้จ่ายโฆษณาในแต่ละวัน ในช่อง “มูลค่าน้อยสุดต่อวัน” ส่วนตัวจะไม่ค่อยใส่ จะไปเน้นตรงที่ “มูลค่าสูงสุดต่อวัน” ที่เป็นตัวควบคุมการใช้จ่ายงบยิงแอดในแต่ละวันที่เรายิงไป เพื่อไม่ให้เกิดตามที่เรากำหนด อย่างเช่น ไม่อยากให้เกิด 500 บาท ก็ใส่ไป 450 – 500 บาทก็ได้

กำหนดงบแอด Facebook

7.5. กลุ่มเป้าหมาย

ตรงนี้มือใหม่อาจจะกังวลว่าจะยิงไม่ถูกกลุ่ม เลยจะขอแนะนำทริคเล็ก ๆ ส่วนตัวของ Marketing In Secret ให้ภายในเนื้อหานี้ โดยไล่ทีละสเต็ปตั้งแต่ช่องแรกของกลุ่มเป้าหมายเลย

เซตกลุ่มเป้าหมายตามลำดับ

1. กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราเคยทำโฆษณา Facebook Ads ไปแล้ว และมีการบันทึกกลุ่มเป้าหมายไว้ เราสามารถดึงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเก่ากลับมาใช้ใหม่อีกครั้งได้ แต่สำหรับการยิงครั้งแรก จะไม่มีข้อมูลดังกล่าว ฉะนั้นข้อนี้ข้ามไปเลย

แนะนำบทความน่าสนใจ : วิธีหากลุ่มเป้าหมาย Facebook ให้ได้กลุ่มที่มีคุณภาพมากที่สุด

2. ตำแหน่งที่ตั้งหากเราต้องการยิงแค่ในประเทศที่เราอาศัยอยู่ก็เลือกตามประเทศนั้น ๆ ได้เลย แต่ในที้นี้ขอยกตัวอย่างเป็นประเทศไทย เพราะเราไม่รู้ว่าจังหวัดไหนเป็นลูกค้าเรา ค่อยมาวิเคราะห์อีกครั้งหลังจากทำโฆษณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจากช่องตำแหน่งที่ตั้งก็สามารถเลือกการนำส่งโฆษณาได้อีก 4 รูปแบบ ซึ่งมีรายละเอียดตามรูปภาพเลย

เลือกตำแหน่งที่ตั้ง

การเลือกตำแหน่งที่ตั้งสามารถใช้ให้เหมาะสมได้เลย สมมติว่า Marketing In Secret ขายเสื้อผ้า เลยต้องการเลือกคนที่อาศัยอยู่ในตำแหน่งนี้ และคนที่เพิ่งมาที่นี่เมื่อไม่นานมานี้เห็น

 “ตำแหน่งที่ตั้ง สามารถระบุเขตพื้นที่ จังหวัด รวมถึงรหัสไปรษณีย์ลงไปในนี้ได้เหมือนกัน”

อายุและเพศ

3. ในส่วนของอายุนั้น การยิงแอดครั้งแรกอยากให้ปล่อยให้วิ่งหาลูกค้าไปก่อน เพราะเคยมีเคสนึงที่ยิงแอดขายเสื้อผ้าคนวัยทำงานสำหรับคนอายุประมาณ 25 – 40 ปี ปรากฏว่า กลุ่มลูกค้าใหญ่ ๆ กลายเป็นวัย 40+ เสียเป็นส่วนใหญ่ซะงั้น ดังนั้นแล้วเราไม่ต้องกำหนดอายุ แล้วค่อยมาดูอีกทีว่าช่วงอายุเท่าไหร่ที่น่าจะเป็นลูกค้าของเรา ให้ตัวเลขเป็นคนบอกเราจะดีที่สุด

4. ต่อมาเป็นเพศก็จะปล่อยให้ยิงเป็นเพศทั้งหมดเช่นกัน เพราะเราไม่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าเราจะเป็นใครกันแน่เมื่อขายบน Facebook อย่างมีเคสนึงเป็นกางเกงในคุณผู้ชาย แต่เมื่อยิงแอด Facebook ออกไปแล้ว ปรากฎว่าผู้หญิงเห็นมากกว่าและเกิดการซื้อมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นอย่าคิดไปเองทั้งหมด ให้คิดคร่าว ๆ ไว้ แล้วลองยิงแอดสัก 2 – 3 ครั้งดู เท่านี้ตัวเลขก็จะเป็นคนบอกคุณเองว่าลูกค้านั้นเป็นใครกันแน่

7.6. การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบละเอียด

เจาะกลุ่มเป้าหมาย

ขั้นนี้หลายคนคงรอคอยกันมานาน ในขั้นนี้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่แบ่งเป็น 3 หัวข้อใหญ่ ๆ คือ “ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ ความสนใจ และพฤติกรรม” คร่าว ๆ ให้เราลองวิเคราะห์ว่าลูกค้าเป็นใครโดยเบื้องต้นที่ยกตัวอย่างคือ “ชุดเดรสผู้หญิง” ตัวอย่างการวิเคราะห์ เช่น

“ชุดเดรสผู้หญิง เหมาะกับวัยทำงาน สาว ๆ ออฟฟิศ อายุ 24 – 35 ปี สนใจในแฟชั่น ชอบการแต่งตัว และชอบความสวยงาม”

ดังนั้นจึงได้ลองยิง Facebook เป็นคนที่สนใจ “ชุดเดรสและเสื้อผ้าผู้หญิง” แต่กลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้กว้างเกินไป ก็เลยบีบให้แคบลงด้วยการที่กลุ่มเป้าหมายต้องชอบ “Eveandboy และ Zara” ซึ่งก็คือนอกจากจะสนใจชุดเดรสแล้ว ก็ต้องชอบหรือถูกใจเกี่ยวกับเสื้อผ้าแบรนด์ซาร่าและถูกใจเครื่องสำอาง Eveandboy ด้วย (Eveandboy เป็นเครื่องสำอางที่ผู้หญิงชื่นชอบอยู่แล้ว จึงคาดว่าอาจจะได้ผลสำหรับการใส่กลุ่มเป้าหมายรวม) แต่จะถูกต้องหรือไม่นั้น ต้องให้ตัวเลขเป็นคนบอกหลังจากการยิงโฆษณา Facebook Ads แล้ว

3 พฤติกรรม

“Facebook มีกลุ่มเป้าหมายอยู่หลัก 1,000 กลุ่มที่แอบไว้ไม่ได้แสดงให้เห็นตรงช่องแนะนำ ทางเราจึงได้ใช้ เครื่องมือเจาะกลุ่มเป้าหมายของ InterestPRO ที่มีการใช้ API ของ Facebook เข้าไปแอบดูกลุ่มเป้าหมายเชิงลึกที่ซ่อนอยู่ และนำมาใช้ทำโฆษณา Facebook Ads”

การขยายการกำหนดเป้าหมายโดยละเอียด

อันนี้ส่วนตัวไม่ติ๊กเลือกเพราะจำนวนเงินที่น้อยเกินไป โดยวิเคราะห์จากกลุ่มเป้าหมายก่อนการบีบให้แคบลงมากถึง 27 ล้านคน ซึ่งวงเงิน 3,000 ไม่สามารถนำส่งได้ถึง 27 ล้านคนแน่นอน ดังนั้นแล้วจึงไม่เลือกการปรับปรุงประสิทธิภาพ เมื่อเราตั้งค่าเสร็จก็จะได้หน้าตาประมาณนี้เลย (ถ้าเป็นไปได้พยายามอย่าให้กลุ่มเป้าหมายเกิน 3 ล้านคน เพราะมันอาจจะส่งได้ใม่ถึงขนาดนั้น และ AI Facebook ที่ทำโฆษณาอาจจะสับสนได้)

ขยายกลุ่มเป้าหมาย

หลังจากตั้งค่ากลุ่มเป้ามหมายทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้หน้าตาประมาณนี้เลย

ตั้งค่ากลุ่มเป้า้หมายเสร็จ

7.7. ภาษาที่เราต้องการส่งโฆษณา

ตรงนี้แล้วแต่เราเลยว่าจะเลือกให้นำส่งโฆษณาให้กับคนที่ใช้ภาษาใด แต่ส่วนตัวแนะนำเป็น “ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ” เนื่องจากว่าคนไทยบางคนก็ยังใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักบน Facebook อยู่เหมือนกัน ดังนั้นแล้วหากเราเลือกเฉพาะภาษาไทย คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษบน Facebook ก็จะมองไม่เห็น

ภาษาโฆษณา

เมื่อตั้งค่าด้านบนเสร็จแล้ว ก็ให้เลื่อนลงมาตั้งค่ากันต่อด้านล่างจะเจอในส่วนของ “ตำแหน่งการจัดวาง”

7.8. ตำแหน่งการจัดวางโฆษณา

ตำแหน่งจัดวาง

ตำแหน่งการจัดวางนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

ตำแหน่งการจัดวางอัตโนมัติ คือ Facebook จะหาตำแหน่งการจัดวางที่เหมาะสมให้เราทั้งใน Facebook, IG, Messenger โดยเลือกตำแหน่งการจัดวางในฟีดข่าว สตอรี่ ข้อความ ในบทความ หรืออื่น ๆ ที่เป็นของ Facebook โดยอัตโนมัติ

ตำแหน่งการจัดวางที่กำหนดเอง คือ เราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้แสดงเฉพาะแพลตฟอร์มไหนบ้างเช่น Facebook, IG, Messenger เป็นต้น รวมถึงกำหนดได้ถึงการจัดวางบนที่ต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มนั้น ๆ

ข้อแนะนำ หากไม่รู้ว่าจะจัดวางตรงไหนถึงจะได้ผลที่สุด ให้เราเลือกการวางแบบอัตโนมัติไปก่อนและค่อยมาทดสอบการจัดวางอีกครั้งหนึ่ง

อัพเดทเพิ่มเติมปี 2022 Facebook ได้เปิดให้ยิงแอดขึ้นบนวิดีโอ Facebook Reels ได้แล้ว แอดว่าโอเคมากเลย ใครที่เก่งการทำวิดีโอแนะนำทดลองดูก็เวิร์คนะ

ตรงนี้ขอเลือกเป็น “ตำแหน่งการจัดวางอัตโนมัติ” และส่วนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเราก็ข้ามไปได้เลย

ตำแหน่งแสดงโฆษณา

ถัดไปก็จะเป็นเรื่องการปรับให้เหมาะสมและการแสดงโฆษณา หน้าตาก็จะเป็นแบบในรูปเลย

ตั้งค่าแสดงโฆษณา

โดยในรูปเราสามารถเลือกตรงที่ “การตอบกลับ” และจะมี Dropdown มาให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ เราสามารถเลือกได้ให้ตรงกับตามวัตถุประสงค์ของเราเลยว่าเราต้องการให้คนมีส่วนร่วมกับเราในรูปแบบใด เช่น “การคลิกโฆษณา การสนทนาผ่านข้อความ การแสดงโฆษณาให้คนที่สนใจและอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของเรา” ตรงนี้ในส่วนตัวจะขอเลือก “ผู้แสดงความสนใจ” เนื่องจากวัตถุประสงค์ของ Marketing In Secret คือต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเห็นมากที่สุด

ปรับแสดงโฆษณา

เมื่อตั้งค่าตรงปุ่มการตอบกลับเสร็จแล้ว ส่วนอื่น ๆ อย่างเช่น การควบคุมต้นทุน และเกณฑ์การเรียกเก็บเงินก็ข้ามไปได้เลย เพราะเราได้กำหนดไปหมดแล้วตั้งแต่ต้น

7.9. การตั้งค่าโฆษณา

ตรงนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกสร้างใหม่ ทำโพสต์ใหม่ หรือใช้โพสต์เดิมที่มีอยู่แล้ว แต่เดียวจะสอนสำหรับการสร้างโฆษณาใหม่ก่อน ส่วนใครที่อยากใช้โพสต์ที่มีอยู่แล้วในการทำโฆษณา ก็เลือกใช้โพสต์ที่มีอยู่ จากนั้นเราก็เลือกโพสต์ที่ต้องการ พอได้แล้วเราก็เหลือแค่เลือกพื้นที่การจัดวางเท่านั้น

ก่อนอื่นให้เราเลือกว่าเราอยากทำโฆษณาแบบไหน มีให้เลือกทั้งภาพเดี่ยว และภาพสไลด์

ตั้งค่าแสดงผลโฆษณา
ตัวอย่างรูปเดี่ยว

ตัวอย่างภาพเดี่ยวที่ใช้สำหรับโฆษณา

ตัวอย่างภาพสไลด์

ตัวอย่างภาพสไลด์ที่ใช้สำหรับโฆษณา

ตรงนี้เราสามารถเพิ่มรูปตรงคำว่า “เพิ่มสื่อ” ตามปกติได้เลย หรือแม้กระทั่งจะนำรูปหลาย ๆ รูปแล้วให้ Facebook ทำเป็นวิดีโอให้ก็ยังได้

เมื่อเราเลือกได้แล้วว่าจะใช้รูปภาพหรือวิดีโอสำหรับการทำโฆษณา ให้เราไปเลือก “เพิ่มสื่อ” และเมื่อเพิ่มเข้ามมาแล้วก็จะมี Preview แสดงผลอยู่ด้านขวามือ แต่ละช่องจะแสดงตรงไหนนั้นสามารถอ่านรายละเอียดด้านล่างและดูรายละเอียดประกอบตามได้เลย

  • ช่อง A จะแสดงตัวอย่างอยู่ตรงหมายเลข 1
  • ช่อง B จะแสดงผลอยู่ตรงหมายเลข 2
  • ช่อง C จะแสดงผลอยู่ตรงหมายเลข 3
จัดตำแหน่งโฆษณา

7.10. การติดตาม (แนะนำว่ามือใหม่ข้ามไปเลย ยังไม่ต้องใส่)

ในการติดตามนั้น เราสามารถใช้ได้กับโฆษณาที่เป็นวัตถุประสงค์กับ “คอนเวอร์ชั่น” จะเกิดผลดีที่สุด แต่แบบอื่น ๆ ก็สามารถใส่ได้เหมือนกัน โดยการติดตามนั้นแบ่งออกเป็น 3 หมวดย่อย ๆ คือ

เหตุการณ์บนเว็บไซต์ หรือที่เราคุ้นเคยคือ Facebook Pixel นั่นเอง ซึ่งประโยชน์ของมันก็มีมากมาย ใช้สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้าที่กระทำสิ่งใด ๆ บนเว็บไซต์ของเรา เช่น การกดใส่ตระกร้า การชำระค่าสินค้า เป็นต้น

เหตุการณ์ในแอพ คือ หากคุณต้องการให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ก็สามารถทำตามขั้นตอนการตั้งค่าเพื่อเก็บข้อมูลว่ากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ทำสิ่งใดบ้างกับโฆษณาแอพพลิเคชั่นของเรา

พารามิเตอร์ URL คือตัวที่ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโฆษณาของคุณ สามารถระบุแหล่งที่มาของจำนวนผู้เข้าชมโฆษณาได้ว่ามาจากที่ใด และสามารถแสดงให้เห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคลิกเชื่อมโยงลิงค์ไปยังที่ใดได้บ้าง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพารามิเตอร์ Facebook : www.facebook.com/business/help/1016122818401732

การติดตาม

หลังจากตั้งค่าเสร็จทุกอย่างเรียบร้อยตามที่คุณต้องการ ก็จะได้ตามแบบข้างล่างเลย

ตั้งค่าโฆษณาเสร็จ

7.11. ตรวจสอบ Preview ของชิ้นงานที่เราจะยิงแอดเฟสบุ๊ค

เมื่อทำครบทุกขั้นตอน อาจจะย้อนเช็ครายละเอียดสักนิด เมื่อถูกต้องตามแบบที่เราต้องการแล้วก็กดเผยแพร่ได้เลย ทีนี้ก็จะเป็นของทาง Facebook แล้วที่จะตรวจสอบข้อมูลโฆษณา Facebook Ads ของเราว่าถูกต้องตามกฎของเค้ารึเปล่าโดยอาจจะใช้เวลา 5 นาที – 1 วันสำหรับการยิงครั้งแรก

หากได้เผยแพร่โฆษณาแล้ว ต้องติดตามดูผลวิเคราะห์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่เราจะนำข้อมูลที่ Facebook ได้มานำมาปรับปรุงโฆษณาหาสูตรของเราเฉพาะ เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายและชิ้นงานโฆษณาที่ดีที่สุด ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในการยิงแอด Facebook เหมือนหลาย ๆ คน

สรุป

การทำโฆษณาด้วย Facebook Ads ก็คือการทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Facebook ซึ่งช่วยให้ชิ้นงานโฆษณาของเรามองเห็นและสามารถเป็นไปตามที่เราต้องการได้ เช่น ต้องการยอดขาย ต้องการยอดไลค์ แชร์ คอมเมนต์ ก็ต้องทำโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงผู้คนมากยิ่งขึ้น การยิงโฆษณาครั้งแรกไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จดังที่หวัง แต่คนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น เค้าเรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุง ทดลองใหม่จนได้สูตรลับแห่งความสำเร็จเฉพาะตัวเอง ฉะนั้นคุณอย่ารอช้า รีบลงมือทำให้เร็วที่สุด ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

สำหรับการยิงแอดเฟสบุ๊คปี 2022 ก็ถือว่ามีความดุเดือดไม่น้อย แล้วแอดจะมาแนะนำเทคนิคเพิ่มเติมให้อีกครั้งหนึ่ง


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
สอนทำ Dropship ขายออนไลน์สุดง่ายด้วยเงินลงทุนไม่ถึง 1,000 บาท

สอนทำ Dropship ขายออนไลน์สุดง่ายด้วยเงินลงทุนไม่ถึง 1,000 บาท

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

ทุกวันนี้ขายของบนโลกออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่อยยากเหมือนกับสมัยก่อนที่ยังไม่ได้มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือหาแหล่งการขายสินค้าได้ง่ายเหมือนกับทุกวันนี้ รวมถึงสมัยก่อนการจะเริ่มต้นทำธุรกิจทั้งทีก็จำเป็นจะต้องมีการลงทุนด้วยเงินมหาศาล ต้องมาลุ้นอีกว่าจะขายได้รึเปล่าเพราะถ้าขายไม่ได้เลยเงินเราก็จะจมกับต้นทุนสินค้าทันที แถมยังระบายออกได้ยากอีกด้วย ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับ Dropship กันก่อนว่าคืออะไร ?

Dropship คืออะไร ?

Dropship คือ การนำสินค้าของคนอื่นที่มีอยู่มาขาย โดยที่เราต้องไปขออนุญาตเจ้าของสินค้าก่อนที่จะนำมาโพสต์ขาย การทำแบบนี้เราไม่จำเป็นต้องมีสินค้า ทำหน้าที่เพียงหาลูกค้าและบอกกับเจ้าของสินค้าจัดส่งให้กับเราได้

แต่เมื่อเราจะนำมาโพสต์ขายแล้วเราก็ต้องบวกกำไรเข้าไปด้วย เพราะสิ่งที่เค้าจะให้เรามาก็เป็นเพียงแค่ราคาทุนเท่านั้น อย่างเช่น โทรศัพท์เรารับมาราคา 1000 บาท เราไปโพสต์ขายเป็น 1500 บาท เป็นต้น

เลือกดรอปชิป (Dropship) ยังไงดี

ต้องบอกว่าปัจจุบันเจ้าที่ให้บริการเกี่ยวกับด้าน Shipping ได้เปิดให้บริการอยู่มากมาย ซึ่งผู้ที่เปิดให้ทำดรอปชิปนั้นมีความสามารถในด้านการนำหรือจัดหาสินค้ามาเพื่อจัดจำหน่าย แต่อาจจะต้องการขยายธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีการหลอกลวงอยู่ด้วยเช่นกันตรงจุดนี้ต้องระวัง ในที่นี้เดียวแอดจะช่วยแนะนำการคัดเลือกเบื้องต้นให้

1. เลือกเจ้าที่มีความน่าเชื่อถือสูงหน่อย

ในการเลือกบางครั้งอาจจะปุบปับเลือกทันทีเลยไม่ได้ แอดแนะนำว่าให้คุณเข้าไปคลุกตัวอยู่ในกลุ่มหรือดูรายละเอียดต่างๆ ในเพจให้เรียบร้อยก่อน เนื่องจากว่าปัจจุบันมีการหลอกลวงค่อนข้างมากเลยทีเดียว ให้เราสังเกตจากการพูดคุยในกลุ่มหรือเช็คการจัดส่งของเค้าว่ามีการจัดส่งจริงหรือไม่ มันก็ช่วยกรองให้เราได้ปลอดภัยระดับหนึ่งเลย

2. กรองความปลอดภัยเพื่อความชัวร์อีกครั้งหนึ่ง

สำหรับการกรองอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลอย่างมากช่วยป้องกันในระดับหนึ่งเลยคือ “การเช็คแบล็กลิสต์” โดยเราสามารถเข้าไปเช็คได้ว่าบัญชีที่เราจะโอนเงินให้เคยมีการโกงเกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้เราเป็นเหยื่อและถูกหลอกในการทำ Dropship ได้ เบื้องต้นให้คุณเข้าเว็บ “Blacklistseller” และค้นหาด้วยเลขบัญชีธนาคารหรือเลขบัตรประชาชนอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งการกรองนี้ก็ทำให้หลายคนรอดจากการโกงได้

วิธีตรวจสอบคนโกง

ตรวจสอบคนโกงออนไลน์ได้จาก Blacklistseller เลย

3. เลือกสินค้าที่มันเฉพาะหน่อย

สินค้าเฉพาะ หมายถึงว่าเป็นสินค้าที่มีกลุ่มลูกค้าเฉพาะและเราสามารถทำกำไรจากมันได้มากแม้จะทำแบบดรอปชิปก็ตาม ด้วยการที่มันเป็นสินค้าเฉพาะทำให้มันมีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอยู่และต้องการความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง เพราะต้องนั่งคิดและทำคอนเทนต์ให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายทำให้หลายคนไม่ชอบที่จะเริ่มต้นด้วยสินค้าเฉพาะเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่คิดจะขายแบบยาวๆ แล้วมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้เค้าสามารถยึดตลาดตรงนี้ได้ แถมยังคู่แข่งน้อยกว่าสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วไปอีกด้วย

4. ดูสินค้าที่พอให้เรามีกำไร

ต้องบอกเลยว่าหลายคนชอบเข้ามาในตลาดด้วยการตัดราคากันแบบมหาโหด สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นที่จะต้องออกจากตลาดไปเพราะไม่มีกำไรที่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย แอดอยากจะแนะนำให้สำหรับคนที่ทำ Dropship นิดนึงว่าพยายามอย่าหาตัวที่กำไรต่ำมากเกินไป

เพราะมันอาจจะทำให้เราขาดทุนได้หากมาคิดภายหลัง ดังนั้นวิธีหาง่ายๆ คือให้เราลองรวมต้นทุนของเราก่อนว่ามีอะไรบ้างเช่น ค่าลัง ค่าสก็อตเทป ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมของช่องทางต่างๆ รวมถึงมันยังมีต้นทุนแฝงอื่นๆ แล้ววิเคราะห์ดูว่ากำไรที่ได้เราไหวหรือไม่ ถ้าไหวก็สู้ได้เลย

5. เตรียมช่องทางการขายของตัวเอง

สินค้าทุกชิ้นก็ใช่ว่าจะสามารถขายได้ทุกช่องทาง บางสินค้าอาจจะเหมาะกับ Facebook หรือเหมาะกับ TikTok ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของคุณอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตามเราไม่ควรจำกัดให้ตัวเองอยู่เพียงแค่ช่องทางใดช่องทางหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่เราจะเริ่มทำ Dropship ก็ให้เตรียมตัวทำช่องทางสำหรับการขายไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, TikTok, LINE Official และช่องทางอื่นๆ

6. ศึกษาคู่แข่งก่อนเพื่อให้เราตัดสินใจเลือกสินค้าได้

ด้วยปัจจุบันที่ทุกคนไม่ว่าใครก็สามารถทำ Dropship กันได้ทั้งนั้น และการที่คุณจะสามารถชนะหรือตัดสินใจว่าจะขายสินค้าชิ้นนั้นๆ ดีหรือไม่คือ “การศึกษาคู่แข่ง” เพราะจะช่วยให้คุณวิเคราะห์และประเมินศักยภาพในคู่แข่งและตัวของคุณได้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงแรงแบบศูนย์เปล่าในการทำ

ง่ายสุดเราสามารถใช้เครื่องมืออย่าง “Google Trends” ในการเช็คความนิยมหรือช่วยเช็คเรื่องอัตราการค้นหาของสินค้าชนิดนั้นๆ ได้ ทาง Marketing In Secret เองก็ได้มีการเขียนบทความแนะนำเรียบร้อยไว้เป็นไกด์ไลน์ให้กับเพื่อนๆ ได้ลองใช้กัน

7. ติดต่อกับร้านที่เราต้องการทำ Dropship

จากการที่เราทำ Dropship นั้นเราก็จำเป็นต้องเอาข้อมูลของเค้ามาเพื่อทำการโพสต์ขายหรือทำคอนเทนต์ต่างๆ ก่อนที่จะเอาของเค้ามาใช้เราก็ไปขออนุญาตเค้าก่อน แต่ถ้าเราเข้าร่วมกลุ่มหรือเค้าได้โพสต์อนุญาตแล้วเราก็สามารถเอาไปใช้ได้เลย

รวมกลุ่มเป้าหมายของสินค้าทุกชนิดไว้ใน E-Book เล่มเดียว ยิงแอดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

ข้อดีและข้อเสียของ Dropship

ข้อดีของการทำ Dropship

  • มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย พูดง่ายๆ คือขายได้ทุกอย่างถ้าเราทำไหว
  • ไม่ต้องมีต้นทุนก็ขายได้
  • ได้ทดสอบตลาด หากขายดีค่อยสั่งมาสต็อก
  • สามารถเริ่มทำได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลา
  • มีเจ้าเปิดรับทำ Dropship เยอะมาก สะดวก

 ข้อเสียของการทำ Dropship

  • คู่แข่งเยอะมาก เพราะใครๆ ก็ทำได้ง่าย
  • ไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ทำมากเจ้าของสินค้ารวย
  • ไม่ยั่งยืน กำไรต่อชิ้นค่อนข้างน้อยมาก
  • เกิดปัญหาเรื่องสต็อกสินค้าไม่ตรงกับในระบบ
  • การจัดส่งอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ เพราะบางครั้งเราเช็คไม่ได้ว่าส่งให้จริงหรือไม่

สรุป

การทำ Dropship มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะขายอะไรดี แต่รู้ว่าอยากขายของ ลองไปดูพวกเว็บไซต์ต่างๆ และขอนำรูปภาพมาขายดู ขายได้แล้วเราค่อยสต็อก

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือความขยันและความตั้งใจ เพราะตัวแปรสำคัญของการทำธุรกิจคือถ้าไม่มุ่งมั่น แป๊บเดียวแค่นั้นแหละเดียวก็เลิก หากใครคิดว่ามีพร้อมแล้วก็เริ่มลงมือทำกันได้เลย


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
Shopping cart
There are no products in the cart!
Continue shopping