ถอดบทเรียนธุรกิจเสื้อผ้า Forever 21 จากจุดเริ่มต้นสู่จุดล้มละลาย

ถอดบทเรียนธุรกิจเสื้อผ้า Forever 21 จากจุดเริ่มต้นสู่จุดล้มละลาย

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

หากพูดถึงวงการเสื้อผ้าสไตล์ฟาสต์แฟชั่นละก็ คงจะนึกถึงแบรนด์ไหนไปไม่ได้เลยนอกจาก Forever 21  ก็แหงล่ะเขาสามารถดีไซน์เสื้อผ้าที่มีความทันสมัยตามเทรนด์ แถมยังมีหลากหลายสไตล์ให้เลือกตามต้องการของลูกค้าในราคาที่เอื้อมถึงด้วยนะ  

เรียกได้ว่า Forever 21  ตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ Forever 21 เลยกลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าในดวงใจของลูกค้าหลายๆ คนมานานหลายปี ฟังดูเหมือนทุกอย่างจะไปได้สวยใช่ไหม แต่เพื่อน ๆ เคยได้ยินประโยคนี้กันไหมคะ “ โลกนี้ไม่มีอะไรอยู่ถาวร ”

ในปี 2562 ที่ผ่านมา Forever 21 ยื่นประกาศล้มละลายสายฟ้าแลบ ทำเอาสาวก Forever 21 หลาย ๆ คนตั้งคำถามกันมากมาย เกิดอะไรกับธุรกิจนี้กันแน่ วันนี้แอดมินจะสรุปให้ฟังค่ะ

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Forever 21

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะรู้จักแบรนด์ชื่อดัง Forever 21 สัญชาติอเมริกา แต่แท้จริงแล้ว ผู้บุกเบิกแบรนด์เป็นชาวเอเชียนะรู้ยัง Forever21 ก่อตั้งโดยสองสามีภรรยาชาวเกาหลีใต้ “Jin Sook” และ “Do Wong Chang” ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันแบบ American Dream

“Jin Sook” และ “Do Wong Chang”

รูปจาก Forbes : คุณ Jin Sook และคุณ Do Wong Chang

พวกเขาอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ Los Angeles  สหรัฐอเมริกา ในปี 1981 พูดภาษาอังกฤษได้งูๆปลาๆ ไม่มีต้นทุนที่มากมาย ไม่มีปริญญา แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้  Do Wong Chang เคยให้สัมภาษณ์ว่า “I noticed the people who drove the nicest cars were in all the garment business” ด้วยความฝัน, แรงผลักดัน ได้จุดประกายขึ้น จนพวกเขาสามารถเปิดร้านเสื้อผ้าเล็กๆ เป็นของตัวเองได้ ในชื่อ Fashion 21

สาขาแรก Forever21

Forever21 สาขาแรก

หลังจากเปิดไปสักพักปรากฏว่าขายดีแบบเทน้ำเทท่า พวกเขาจึงเห็นโอกาสและเริ่มขยายฐานลูกค้า ขยายสาขาไปยังรัฐอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งในอเมริกาและบุกตลาดยุโรป เอเชียและอีกหลายๆ ประเทศ มีหน้าร้านมากกว่า 800 สาขาทั่วโลก และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Forever 21 อย่างที่เรารู้จักกันจนถึงทุกวันนี้

การเดินทางของ Forever 21 กับอุปสรรคถาโถมเข้ามา

หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินคำว่า Technology Disruption มันก็คือการเปลี่ยนแปลงที่มาจากเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นมาใหม่ ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและวิถีการดำเนินธุรกิจด้วย ถ้าหากเราไม่ปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราก็จะไม่สามารถไปต่อในสนามธุรกิจนี้ได้

ตัวอย่างเช่น Kodak ที่เคยเป็นกรณีศึกษาในอดีต และ Forever 21 ธุรกิจเสื้อผ้า เดรสแฟชั่นชื่อดังก็กำลังเดินตามรอยบทเรียนความล้มเหลวของ Kodak นั่นเอง แอดมินจะอธิบายให้เข้าใจมากขึ้นนะคะ เนื่องจากอิทธิพลของเทคโนโลยีที่เข้ามา ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป

การไปซื้อเสื้อผ้าที่ห้างสรรพสินค้าไม่เป็นที่นิยมนัก ผู้บริโภคยุคใหม่หันมาซื้อเสื้อผ้า เดรส กระเป๋า รองเท้า ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำเอาหลายแบรนด์ต่างก็ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ของตัวเอง, Line shopping, Lazada, Shopee และหลายๆ แพลตฟอร์ม เพื่อให้ตอบโจทย์ Lifestyle ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค รวมถึงยังต้องลดต้นทุนที่หนักอึ้ง อย่างเช่น ค่าเช่าร้านค้าที่มีจำนวนมหาศาลออกไปด้วย

แต่ก็ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์นะ อย่างเช่น Forever 21  เลือกที่จะยึดติดอยู่กับการขายเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมโดยอาศัยหน้าร้าน หนำซ้ำกว่านั้นยังเปิดสาขาใหม่ๆ ขยายร้านที่มีอยู่ให้ครอบคลุมเสื้อผ้าผู้ชาย เด็ก รวมถึงของใช้ในบ้าน ซึ่งแน่นอนว่า Forever 21 โดนผลกระทบที่หนักกว่าแบรนด์อื่นๆ อย่าง H&M, Zara แน่นอน

เพราะ Forever 21  เขาออกแบบพื้นที่หน้าร้านที่มีขนาดใหญ่ราวๆ 38,000 ตารางฟุต มากกว่าร้านค้าอื่นอีกเท่าตัวเลยทีเดียว เพื่อนๆ พอจะนึกภาพออกกันแล้วใช่ไหมคะ ด้วยค่าเช่าพื้นที่มหาศาลในหลายๆ สาขาที่ Forever 21 ต้องแบกรับกับรายได้ที่ลดลงเรื่อยๆ ในยุคดิจิทัลนี้ อนาคตของแบรนด์เสื้อผ้าสายแฟชั่นนี้จะเป็นยังไงต่อไป

Forever 21 กำลังเผชิญหน้ากับเทรนด์รักษ์โลกที่กำลังมาแรงแซงหน้าฟาสต์แฟชั่น

อย่างที่หลายๆ คนพอจะทราบกันว่า Forever 21  เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นที่ผลิตสินค้าในราคาย่อมเยา คนมากมายสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่าย เน้นการผลิตเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วในปริมาณมากๆ (mass product) มาไวไปไว เปลี่ยนไปตามกระแส ตามยุคตามสมัย

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจจะหลงลืมไปจากอุตสาหกรรมนี้ก็คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะส่งผลมากน้อยแค่ไหน มาฟังแอดมินเล่ากันค่ะ ฝ้ายเป็นพืชที่ต้องการปริมานน้ำมากอยู่แล้ว การปลูกฝ้ายเพื่อนำมาผลิตเสื้อผ้าจึงจำเป็นต้องใช้น้ำมหาศาล หลังจากผลิตเสร็จ โรงงานทอผ้ายังปล่อยน้ำเสียออกสู่ชุมชนอีก ด้วยสาเหตุนี้แหละ ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

พวกเขาเปลี่ยนมาบริโภคเสื้อผ้ารักษ์โลก แบบแฟชั่นยั่งยืนหรือ Sustainable Fashion มากกว่าเมื่อก่อนและลดการบริโภคฟาสต์แฟชั่น ส่งผลให้ธุรกิจ Forever 21 ไม่ใช่แบรนด์ที่หลายคนเลือกเป็นอันดับหนึ่งเหมือนเมื่อก่อน ความต้องการของแบรนด์ก็ลดลงตามไปด้วย

การเดินทางของ Forever 21 กำลังจะถึงจุดจบหรือไม่ ?

ในปี 2562 แบรนด์เสื้อผ้าสายแฟชั่น อย่าง Forever 21 ได้ประกาศล้มละลายตามมาตรา11 ของสหรัฐอเมริกาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาในหลายๆ ปีที่ผ่านมา แอดมินเชื่อว่าคงเป็นที่น่าช็อคไปตามๆ กัน

สำหรับสาวก Forever 21 หลายๆ คน ทางแบรนด์ยังประกาศอีกว่าเขาจะปิดกิจการสาขาในสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, เอเชียรวมถึงประเทศไทยด้วย แต่ยังคงดำเนินกิจการในเม็กซิโกและลาตินอเมริกา

สรุป

Forever 21  ฟังดูผิวเผินก็อาจจะเหมือนกับหลายๆ แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการมีแรงบันดาลใจ มีความฝัน ความพยายาม ที่นำมาพวกเขาให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่ Forever 21 ยังขาดหายไปก็คือ Adaptability การปรับตัวอย่างรวดเร็ว

ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับผู้ประกอบการในแวดวงธุรกิจที่จำเป็นต้องรับมือและเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หวังว่าสาระที่แอดมินนำมาฝากวันนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการหลายๆ คนและผู้ที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจของตัวเองนะคะ

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ  แอดมินได้ยินคร่าวๆ มาว่า Forever 21 กำลังจะกลับมาในรูปโฉมใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้กัน เดี๋ยวแอดมินจะมาเล่าให้ฟังในบทความต่อๆ ไปอีกค่ะ


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
ย้อนรอยอดีต Airbnb ธุรกิจจองห้องพักได้รับความนิยมทั่วโลกแม้กระทั่งในไทย

ย้อนรอยอดีต Airbnb ธุรกิจจองห้องพักได้รับความนิยมทั่วโลกแม้กระทั่งในไทย

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

เคยประสบปัญหากันบ้างไหมคะ การจะไปเที่ยวต่างประเทศทั้งที เราก็อยากที่จะเรียนรู้วัฒนธรรม แง่มุมใหม่ๆ ของประเทศอื่น ไม่เพียงแต่การออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เท่านั้น การพักผ่อนในที่พักก็เหมือนกัน

หลายๆ ครั้งกลับรู้สึกว่าการจองห้องพักในโรงแรมไม่ค่อยตอบโจทย์ความต้องการสักเท่าไหร่รวมถึงค่าที่พักก็แสนจะแพง หลายคนจึงเลือกที่จะมาใช้บริการจองห้องพักกับ Airbnb แพลตฟอร์มที่พักออนไลน์ที่สร้างมูลค่ากว่า 113 ดอลลาร์  แล้ว Airbnb ที่ว่านี้คืออะไร ?? วันนี้แอดมินจะมาคลายข้อสงสัยให้ฟังกันค่ะ

มารู้จักกับ Airbnb กัน

Airbnb หรือ AirBed and Breakfast คือ แพลตฟอร์มในการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ในรูปแบบหนึ่งที่แพร่หลายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ธุรกิจนี้เปรียบเสมือนตัวกลางที่ให้บริการระหว่างเจ้าของอสังหาและผู้เช่าอสังหาได้มาเชื่อมโยงกัน

นอกเหนือจากนี้ Airbnb เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักเดินทางในการเข้าถึงที่พักในราคาที่สมเหตุสมผลรวมถึงได้ซึมซับประสบการณ์แบบ Exclusive กับบ้านพักแบบสไตล์ Homey ในต่างแดนที่แตกต่างจากการเข้าพักในโรงแรม

ไม่แต่เรื่องประสบการณ์การเข้าพักของนักท่องเที่ยวเพียงเท่านี้นะ Airbnb ยังช่วยส่งเสริมคนท้องถิ่นให้มีรายได้เสริมโดยการปล่อยเช่า ห้องพัก บ้านของตัวเองอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของ Airbnb จากความยากลำบากทางการเงิน

กว่าจะมาเป็น Airbnb ธุรกิจนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง วันนี้แอดมินจะชวนทุกคนมาย้อนรอยอดีตของ Airbnb กันค่ะ

แนวคิดของ Airbnb เริ่มต้นจาก Brian Chesky และ Joe Gebbia เป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน อาศัยอยู่ใน San Francisco ตอนนั้นพวกเขาไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าห้องพักในย่าน San Francisco ได้

ตอนนั้นในเมืองมีงานประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้นใน San Francisco พอดี ห้องพักในหลายโรงแรมถูกจองเต็มหมดเกลี้ยง พวกเขาเลยเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาโดยการปล่อยอพาร์ทเม้นท์ของพวกเขาเองให้กับคนที่มางานประชุมเช่าพักโดยเรียกเก็บค่าเช่าในราคาที่ย่อมเยาว์

ผลปรากฏว่ามีคนสนใจและมาเข้าพักจริงๆ เพียงไม่กี่วันพวกเขาก็สามารถสร้างรายได้พอที่จะไปจ่ายค่าห้องพักได้ ไอเดียนี้ได้จุดประกายทั้งสองคน หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มคิดที่จะขยับขยายธุรกิจจนได้หุ้นส่วนเพิ่มมาอีกหนึ่งคนคือ “Blecharczyk” มาช่วยต่อยอดแนวคิดธุรกิจห้องเช่าและพัฒนาเว็บไซต์จนกลายเป็น Airbnb ที่หลายๆคนรู้จักจนถึงทุกวันนี้

Airbnb หารายได้จากช่องทางไหนบ้าง

รายได้ส่วนใหญ่ของ Airbnb มาจาก2ช่องทางด้วยกัน

  1. การเก็บค่าธรรมเนียมจากการบริการจองห้องพักจากลูกค้า ในแรท 5 ถึง 15%
  2. การเก็บค่าคอมมิชชั่นจากผู้ให้เช่าพัก 3 %

แนวคิดการทำธุรกิจสไตล์ Airbnb กับคอนเซ็ปท์ Home Sharing

ก่อนที่แอดมินจะพาทุกคนไปรู้จักกับธุรกิจ Airbnb ภายใต้แนวคิด Home sharing เรามารู้จักกับไอเดียธุรกิจ Sharing economy แรงบันดาลใจของ Home Sharing กันก่อนเพื่อความเข้าใจกระจ่างมากขึ้นนะคะ

ในหลายๆปีที่ผ่านมานี้ เทคโนโลยีได้เข้ามาบทบาทในชีวิตประจำวันของเราและกลายเป็นส่วนหนึ่งไปแล้ว Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ก็เลยถูกจุดประกายขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไอเดียการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล 

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ห้องพัก รถยนต์ ที่อาจจะไม่ได้ใช้และนำไปแบ่งปันให้กับผู้ที่มีความต้องการใช้สินค้าและบริการต่างๆโดยอาศัยข้อดีของเทคโนโลยีเป็นตัวกลางนั่นเอง

ซึ่ง Airbnb ก็ได้เล็งเห็นโอกาสและนำหลักการนี้มาดำเนินธุรกิจของเขาด้วยวิถี Home sharing ที่หลายๆคนจะเห็นว่า Airbnb มีการปล่อยเช่าห้องพัก บ้าน โดยอาศัยแพลตฟอร์มออนไลน์ให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักชั่วคราวในราคาย่อมเยาแต่คุณภาพเกือบเทียบเท่าระดับโรงแรม 5 ดาวเลยล่ะ  

Airbnb ในประเทศไทย

สำหรับการทำ Airbnb ในประเทศไทยเองก็มีความคล้ายกับ App Booking จองโรงแรมทั่วไป แต่ก็มีหลายคนที่เอาบ้านของตัวเองที่ไม่ได้อาศัยอยู่แล้วมาดัดแปลงตกแต่งและทำ Airbnb ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเช่า และได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

เนื่องจากว่าเหมือนกับพวกเขาได้ท่องเที่ยวอยู่ในท้องถิ่นจริงๆ แต่สำหรับในฝั่งของการเอาคอนโดมาปล่อยทำ Airbnb อาจจะยังไม่เหมาะสมกับบ้านเรานัก เพราะอาจจะมีปัญหาในเรื่องของความปลอดภัย และกฎของที่อยู่อาศัยประจำโครงการนั้นๆ เราจึงไม่เห็นกลุ่มคอนโดปล่อยให้เช่ารายวัน

นอกจากนี้ยังมีการคัดกรองจากระบบของทาง Airbnb ที่มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้คนเอาที่พักของตัวเองมาทำผิดกฎบนแพลตฟอร์มด้วย

สรุป

ในประเทศไทยเองก็มีหลายคนที่สนใจเรื่องการนำที่พักของตนเองมาเข้าร่วมกับ Airbnb โดยเฉพาะผู้เช่าคอนโดที่มีห้องอยู่ในมือและต้องการปล่อยเช่า แต่ในบ้านเราเองยังไม่มีข้อกฎหมายแน่ชัดในเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่เท่าที่แอดทราบมาคือเรื่องของความปลอดภัยที่เกือบทุกคอนโดจะไม่ยอมให้ผู้เช่าทำการปล่อยเช่ารายวันเพราะอาจจะเป็นปัญหาได้ในอนาคตและผู้ที่เป็นเจ้าของร่วมท่านอื่นๆ ก็อาจจะไม่แฮปปี้เท่าไหร่ที่มีคนแปลกหน้าเข้า – ออก คอนโดรายวัน ต้องมาดูกันต่อว่าสำหรับการเข้าร่วม Airbnb ในลักษณะของคอนโดปล่อยให้เช่ารายวันจะมีแนวทางเป็นอย่างไร และสามารถดำเนินการต่อไปอย่างไรได้บ้างในประเทศไทย


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
แคปชั่นขายของ เผยเคล็ดลับขั้นเทพที่ร้านขายดีมักจะใช้เวลาขาย !!

แคปชั่นขายของ เผยเคล็ดลับขั้นเทพที่ร้านขายดีมักจะใช้เวลาขาย !!

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

แคปชั่นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในด้านการขายแทนวิธีการพูด เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจองค์ประกอบโดยรวมของโพสต์เราได้ และหลายคนที่เป็นมือใหม่ก็จะมีความสงสัยว่าเราจะเริ่มต้นเขียนอย่างไรให้สามารถเอาชนะใจผู้อ่านและสามารถเปิดการขายได้

โดยร้านขายดีก็มักจะมีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้าและสามารถเขียนแคปชั่นขายของออกมาได้ตรงใจจนสามารถเพิ่มการขายได้แบบไม่น่าเชื่อ แล้ววิธีการเขียนแคปชั่นจะเขียนยังไงดี ? ดูบทความนี้ก่อนเลย

แคปชั่นคืออะไร

แคปชั่นคืออะไร

แคปชั่น คือ การเขียนอธิบายเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจในตัวสินค้าหรือสิ่งที่เราต้องการพูดได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คำว่าแคปชั่นยังสามารถใช้กับการโพสต์ทั่วๆ ไปได้อีกด้วย เช่น แคปชั่นตลกๆ แคปชั่นกวนๆ แคปชั่นความรัก และอื่นๆ อีกมากมาย ในบทความนี้เราจะใช้คำว่าแคปชั่นกับ “การขายของ” เป็นหลัก

สำหรับตัวแคปชั่นเองหลายคนโดยเฉพาะมือใหม่อาจจะเขียนๆ แสดงถึงรายละเอียดสินค้าหรือบริการไว้ก็เท่านั้น หากผู้อ่านมีความสนใจก็ค่อยทักแชท แต่จะมีกว่าหรือไม่ถ้าเราทำให้แคปชั่นขายของมันสามารถเป็นได้มากกว่าแคปชั่น และสามารถเพิ่มการขายได้

สำหรับบทความนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกสินค้า แต่คุณอาจจะต้องรู้จุดเด่นและเข้าใจลูกค้าของคุณด้วยจะทำให้คุณเขียนแคปชั่นได้อย่างน่าดึงดูดและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันการเขียนแคปชั่นก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการขาย นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของรูปภาพ วิดิโอ เทคนิคการทำการตลาด มันจะช่วยให้เราสามารถปิดการขายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หากเราเขียนเพียงแค่แคปชั่นอย่างเดียวมันคงไม่พออีกต่อไปในปัจจุบัน

การเขียนเจาะถึง Pain Point

เขียนจุดอ่อน

แน่นอนว่าลูกค้าทุกคนย่อมมีปัญหาและกำลังมองหาสินค้าหรือบริการที่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของเค้าได้ แน่นอนว่าก่อนที่คุณจะนำสินค้ามาขายคุณก็ต้องรู้จุดเด่นอยู่แล้วว่ามันทำอะไรได้ แก้ไขปัญหาอะไร ถ้ารู้แล้วต่อไปก็คือการรู้ถึงปัญหาลูกค้า มันอาจจะต้องใช้ประสบการณ์บ้างเพื่อให้เราได้เห็นลูกค้าหลากหลายมุมมากขึ้น และถ้าคุณสังเกตร้านที่ขายดีดูจะเห็นได้ว่าเค้าจะพยายามชูเรื่อง Pain Point ของลูกค้าขึ้นมาและปิดด้วยว่าสินค้าของเค้าช่วยเหลืออะไรได้บ้าง หากจี้จุดลูกค้าตรงส่วนนี้ได้ก็จะเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากเรื่องของแคปชั่นที่ส่งผลต่อการขายสินค้าออนไลน์แล้ว ยังมีในเรื่องของรูปภาพที่จะต้องสื่อสารกับผู้อ่านด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกสินค้าที่มีเทคนิคพิเศษ หรือถ้าเป็นสินค้าทั่วไปอาจจะแสดงให้เห็นถึงฟีเจอร์การใช้งานแนวรีวิว ก็ช่วยเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้ด้วยเหมือนกัน

ใส่ Bullet Point ให้ชัดเจน

ด้วยบางครั้งเนื้อหาของสินค้าและฟีเจอร์ของสินค้าอาจจะยาวจนเกินไป หากเราเขียนให้มันอยู่บรรทัดเดียวกันหรือไม่มีการเคาะเพื่อเว้นวรรคเลยจะทำให้อ่านยากมาก ดังนั้นการใส่ Bullet Point ในแต่ละฟีเจอร์ก็จะช่วยให้ลูกค้าอ่านง่ายมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

– สระทุกวันเพื่อให้ผมนุ่ม

– มีสารสกัดจากมะกรูดแท้

– ไม่ผสมสารเคมี

การทำแบบนี้ก็เพื่อให้อ่านง่าย และเป็นการเน้นให้เห็นสรรพคุณเด่นๆ ของสินค้าได้อีกด้วยเช่นกัน

ในช่วง 3 บรรทัดแรกต้องเด่น

Facebook เห็นคำกี่บรรทัด

ส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มต่างๆ มักจะเริ่มจำกัดการมองเห็นเนื้อหาทั้งหมดของ Content มากยิ่งขึ้น โดยส่วนมากให้จำไว้เลยว่าผู้อ่านมักจะเห็นไม่เกิน 3 บรรทัด หากต้องการอ่านก็ต้องกดเพิ่มเติม ใน 3 บรรทัดนี้คือพื้นที่ทองคำที่เราต้องใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด

เพราะหากเขียนดีแล้วโอกาสในการที่ผู้อ่านจะกดอ่านเพิ่มเติมก็มีอยู่มากเลยทีเดียว ดังนั้นอย่าเขียนทิ้งๆ คว้างๆ เพราะมันสำคัญอย่างมากในการเขียนแคปชั่นขายของ

ลองตั้งคำถามเป็นตัวช่วย

ตั้งคำถามบน Facebook

การตั้งคำถามทิ้งไว้ก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจไม่น้อย เพราะหลายคนก็คงอยากรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ นอกจากนี้การตั้งคำถามภายในโพสต์สินค้าของเราก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความอยากอ่านมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น

– ทำไมถึงทำให้กลับมาดูเหมือนใหม่ ?

– เพราะอะไรบ้านถึงดูสะอาดสะอ้านมากขึ้น

– ราคานี้ขายได้จริงรึเปล่า ?

เน้นสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับให้มากที่สุด

การเขียนแคปชั่นขายของเราจะต้องเน้นในสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการซื้อสินค้าของเราไปใช้เป็นหลัก ไม่ใช่เน้นประโยชน์ของผู้ขาย หากนึกไม่ออกว่าต้องเขียนอย่างไรลองมองในมุมถ้าเราเป็นลูกค้าเราจะซื้อสินค้านี้ไปทำไม แล้วจุดเด่นของสินค้านี้จะช่วยแก้ไขปัญหาอะไรให้กับลูกค้าได้ ถึงแม้ว่าในมุมเราคิดว่าเขียนแคปชั่นขายของออกมาดีแล้วแต่ถ้าลูกค้าอ่านแล้วไม่รู้สึกถึงประโยชน์ที่เค้าจะได้รับมันก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะทำ

อย่าลืมชูเรื่องโปรโมชั่นด้วย

วิธีทำโปรโมชั่นให้น่าสนใจ

เพื่อให้กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ควรที่จะมีโปรโมชั่นเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าด้วย โดยเฉพาะหากคุณมีกำไรเหลือพอที่จะทำส่งฟรีได้ก็ควรจจะทำ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เค้าไม่ชอบเรื่องการที่ต้องมานั่งบวกค่าส่งเข้าไปทีหลัง ทำให้รู้สึกว่าสินค้ามีราคาแพง หรือไม่ก็รวมค่าส่งเข้าไปในสินค้าแล้วใส่รายละเอียดว่าส่งฟรีไปเลย

ต้องบอกเลยว่าเรื่องโปรโมชั่นเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เช่นกัน โดยบางสินค้าขายชิ้นเดียวแล้วขายยาก แต่พอจัดโปรโมชั่นเป็นแพ็คแล้วขายออกก็มี ทั้งนี้คุณต้องลองทดสอบดูเพราะแต่ละสินค้าก็มีโปรโมชั่นที่เหมาะสมแตกต่างกันไป

สรุป

การเขียนแคปชั่นขายของตอนแรกอาจจะมีความยากหน่อยเพราะเรารต้องรู้รายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายก่อน เพราะถึงแม้ช่วงแรกๆ เราพอจะเดาได้แต่มันก็ไม่ถูกต้อง 100% เราก็ค่อยๆ ปรับกันไปในอนาคตเพื่อให้ตรงใจกับกลุ่มเป้าหมายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
เพิ่มยอดขายให้โตยิ่งขึ้นด้วยการทำ CRM กับลูกค้าเก่า

เพิ่มยอดขายให้โตยิ่งขึ้นด้วยการทำ CRM กับลูกค้าเก่า

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

ลูกค้าเก่าคือบุคคลที่เคยซื้อหรือใช้สินค้าของเรามาแล้วและรู้จักเราดีในระดับหนึ่ง และย่อมรู้ถึงประสิทธิภาพของสินค้าเราอยู่แล้ว แต่หลายธุรกิจโดยเฉพาะเจ้าเล็กๆ อาจจะมองว่าลูกค้าเก่าซื้อแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้โฟกัสกับลูกค้าเก่าอีกเลย แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากสิ่งที่ธุรกิจควรทำนอกจากการหาตลาดหรือกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ แล้ว ก็ไม่ควรทิ้งกลุ่มลูกค้าเก่าๆ ด้วยเช่นกัน และนี่คือวิธีการเพิ่มยอดขายและใช้ขุมทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการทำ CRM

เพิ่มยอดขายให้โตยิ่งขึ้นด้วยการทำ CRM กับลูกค้าเก่า (กดเลือกอ่านได้)

CRM คืออะไร ?

CRM คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างธุรกิจและลูกค้าผ่านกระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านบริการ ตัวสินค้า ไปจนกระทั่งการปิดการขาย โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยในการทำ CRM แต่ใช่ว่าเราจะนำเสนอเพียงอย่างเดียว ธุรกิจต้องมีการเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ นอกจากนี้แล้วการทำ CRM ยังส่งผลต่อการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าอีกด้วยเช่นกัน

แม้ว่าหลายธุรกิจมีเป้าหมายในการดำเนินงานคือมุ่งหากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และได้ละเลยกับลูกค้าเก่า รู้หรือไม่ว่ากลุ่มที่เคยซื้อสินค้าเราไปแล้วก็มีความสำคัญมากด้วยเช่นกัน หากเปรียบเทียบเรื่องของการใช้งบทางการตลาดแล้ว กลุ่มลูกค้าเก่าใช้น้อยกว่ามาก เนื่องจากว่าเราไม่จำเป็นต้องสร้างความไว้ใจ รวมถึงการนำเสนอรายละเอียดสินค้าให้มากนัก เนื่องจากพวกเขารู้อยู่แล้วว่าสินค้านี้ดีอย่างไร จึงทำให้ประหยัดงบกว่ากลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและให้รายละเอียดจนกว่าจะปิดการขายได้

ประโยชน์ของการทำ CRM

การทำ CRM มีประโยชน์อย่างมากไม่ว่าจะธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ควรทำทั้งสิ้น แต่สำหรับธุรกิจใหญ่เองก็ทำกันอยู่แล้วเนื่องจากได้เล็งเห็นว่าการทำ CRM มีความง่ายกว่าการลุยหาลูกค้าใหม่ๆ จึงทำให้เน้นทางด้านนี้กันเป็นปกติ และมันก็มีประโยชน์หลายอย่างอาทิเช่น

  1. การเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ เพราะกลุ่มลูกค้ารู้ถึงสรรพคุณสินค้าอยู่แล้ว
  2. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีกับแบรนด์มากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ
  3. ทำให้เกิดการบอกต่อ เมื่อเราทำ CRM ไปหาลูกค้าก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการบอกต่อกับเพื่อนๆ หรือครอบครัวของลูกค้าได้ด้วย
  4. ช่วยทำให้ธุรกิจรักษาฐานลูกค้า เพราะการทำ CRM เป็นการสื่อสารระหว่างแบรนด์และลูกค้า ช่วยให้กระชับความสัมพันธ์และลดช่องว่างระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้
  5. เพิ่มประสิทธิภาพการขาย โดยการทำ CRM จะเป็นการเก็บข้อมูลต่างๆ ของลูกค้า และเราสามารถนำข้อมูลตรงนั้นมาใช้ต่อยอดกับการวางแผนได้ในอนาคต

ด้วยเหตุผลประโยชน์เพียง 5 ข้อก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำ CRM เพราะเป็นสิ่งที่ธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ไม่ควรละเลยโดยเด็ดขาด อย่างน้อยๆ หากอยู่ในสภาวะที่ถดถอยของธุรกิจ อย่างน้อยๆ การทำ CRM กับลูกค้าเก่าก็จะช่วยให้เราประคองจนกลับมาตั้งหลักอีกครั้งได้เหมือนกัน

ขั้นตอนการทำ CRM

การเริ่มต้นทำ CRM ยิ่งธุรกิจไหนสามารถทำได้เร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีประโยชน์มากเท่านั้น ไม่ว่าจะธุรกิจเล็กหรือธุรกิจใหญ่ก็เริ่มทำได้ทันที และเป็นสิ่งที่ควรรีบจะทำมากที่สุด

1. เก็บข้อมูล

“ข้อมูลเป็นดั่งขุมทรัพย์” แอดเชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินประโยคนี้ บอกเลยว่ามันคือเรื่องจริง !! เพราะถ้าใครมีข้อมูลมากเท่าไหร่ การที่เราจะประเมินลูกค้าก็ไม่ใช่ว่าจะต้องทำลอยๆ แต่ต้องใช้ข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์เพื่อเราจะได้ต่อยอดทำโฆษณาหรือสื่อสารได้อย่างถูกต้องมากที่สุด และในปัจจุบันก็มีเครื่องมือประจำแพลตฟอร์มมากมาย ตรงนั้นเราก็สามารถเอามาใช้ได้เช่นกัน

2. จัดระเบียบข้อมูลที่ได้รับ

ข้อมูลจากลูกค้านั้นมันจะมีปริมาณมากมายมหาศาลและหลากหลายมิติ เบื้องต้นให้เราเริ่มจัดการแบ่งข้อมูลและเลือกตัวชี้วัดที่เราต้องการทำก่อน อาทิเช่น แบ่งเพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา จังหวัด พื้นที่อาศัย มูลค่าการสั่งซื้อโดยเฉลี่ย และอื่นๆ ตามที่เราต้องการ และจัดระเบียบให้เรียบร้อย จากนั้นเราก็ค่อยมาเลือกอีกทีว่าตัวชี้วัดไหนเหมาะกับเราและจะได้หยิบมาใช้งานได้สะดวก

คอร์สเรียนแต่งรูปง่ายๆด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่ได้รูปมือโปร เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ

3. วิเคราะห์ข้อมูลและความเป็นไปได้

พอเราได้ข้อมูลมาแล้วหน้าที่ของเราคือต้องเริ่มต้นวิเคราะห์ธุรกิจของตัวเองก่อนว่าจะเน้นไปด้านใด เพราะจากข้อมูลที่เราแบ่งมานั้นจะมีหลายมิติเราจึงต้องเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเทียบดูว่าเราควรใช้อันไหน เพื่อให้เหมาะสมและได้ประสิทธิภาพกับธุรกิจมากที่สุด

4. วางแผนกลยุทธ์ในการสื่อสาร

เมื่อเราวิเคราะห์ธุรกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการวางแผนสร้างกลยุทธ์สำหรับการทำ CRM กับกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการ โดยอาจจะมุ่งเน้นไปที่กากรตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือสร้างความพึงพอใจรวมถึงให้สิทธิพิเศษต่างๆ กับกลุ่มลูกค้าเก่าของเราก็ได้ และพยายามอย่าส่งข้อความหรือสื่อสารมากจนเกินไป เพราะหากมันมากเกินไปแทนที่จะดีกลับกลายเป็นว่ามันจะสร้างความรำคาญให้กับลูกค้าได้ด้วยเช่นกัน

5. ติดตามและวัดประสิทธิภาพ

การติดตามวัดประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้งไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องของการทำ CRM จะทำให้เราทราบได้ว่าสรุปแล้วสิ่งที่เราทำไปเป็นไปตามแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ หากไม่ตรงหรือไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการก็อาจจะปรับใหม่และลองทดสอบดูอีกครั้งก็ได้

Tip & Trick เครื่องมือช่วยทำ CRM ฟรียอดนิยม

LINE Official Account เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือฟรียอดนิยมที่ไม่ว่าจะธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ทั้งนั้น เพราะมีความง่ายและฟีเจอร์หลากหลาย แถมยังเป็นแพลตฟอร์มที่อันดับความนิยมในไทยที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารกันอีกด้วย เป็นอีกเครื่องมือที่ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด

สรุป

การทำ CRM เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง นอกเหนือจากวิธีการแล้ว ยังมีในเรื่องของการบริการที่ยอดเยี่ยมจากธุรกิจเอง การจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ การตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง เรื่องเหล่านี้ก็ถูกจัดเป็นองค์ประกอบของ CRM ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้สิ่งที่จะช่วยให้ CRM สมบูรณ์แบบมากขึ้นคือ “การฟังเสียงของลูกค้า” มันจะช่วยให้เราทำได้ตรงใจกับลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการขายของธุรกิจได้มากขึ้นด้วย


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
ถ้าคุณขายสินค้าประเภทความงามบน Facebook นี่คือสิ่งที่ควรระวัง !!

ถ้าคุณขายสินค้าประเภทความงามบน Facebook นี่คือสิ่งที่ควรระวัง !!

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

สินค้าประเภทกลุ่มดูแลสุขภาพ ความสวยความงามมูลค่าตลาดไม่ใช่น้อยๆ และมีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องแม้จะเกิดภาวะโรคระบาดขึ้นก็ตามที ด้วยสินค้ากลุ่มประเภทความงามหรือสุขภาพเหล่านี้ล้วนจำเป็นต่อการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันอยู่แล้วแม้บางช่วงกำลังการซื้ออาจจะลดลงไปบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นหยุดชะงักไปซะหมดเลย ในคลิปนี้แอดจะมาบอกถึงข้อควรระวังเมื่อคุณขายสินค้าประเภทความงามหรือคลินิกเสริมความงามต่างๆ ต้องไม่พลาดเด็ดขาด

การขายสินค้าความสวยความงามเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพราะหากเราเดินไปร้านสะดวกซื้อหรือที่ไหนๆ ก็ตามเราก็มักจะพบเจอได้ปกติทั่วไป ไม่ได้มีความรู้สึกว่าหาได้ยากมากมายนัก แต่รู้หรือไม่ว่าบน Facebook เองหรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ก็มีข้อห้ามสำหรับการขายสินค้าประเภทนี้เหมือนกัน และนี่คือสิ่งที่คุณควรจะระวังเป็นอย่างยิ่ง

1. ระวังเรื่องโฆษณาเกินจริง

ไม่ว่าจะขายที่ไหนก็ตามรวมถึงหน้าร้านแบบ Offline ด้วย คุณมีความเสี่ยงอย่างยิ่งทั้งการผิดกฎของแพลตฟอร์มเองและตัวข้อกฎหมายด้วย โดยเฉพาะของทางฝั่ง Facebook จะผิดกฎแบบเต็มๆ เมื่อใดก็ตามที่สินค้าของคุณโอ้อวดเกินความเป็นจริงเช่น ใช้ปุ๊บขาวขึ้นทันที ใช้ตอนนี้ดูดีทันตาเห็น การโฆษณาแบบนี้จะถือว่าเข้าข่ายโฆษณาเกินจริง และอาจจะถูก Facebook แบนเอาได้

2. การการันตีผลลัพธ์

การการันตีผลลัพธ์จริงๆ ถ้าเราอ่านดีๆ มักจะพบเจอได้เยอะมาก แต่รู้หรือไม่ว่าในมุมของกฎหมายรวมถึงกฎของแต่ละแพลตฟอร์มเองก็ผิดด้วยเช่นกัน สาเหตุก็เป็นเพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีความแตกต่างกัน จึงไม่สามารถบอกได้ว่าจะเห็นผลหรือดีขึ้นได้ตอนไหน เช่น ทาครีมนี้จะขาวขึ้นใน 14 วัน บางคนอาจจะขาวขึ้น บางคนอาจจะไม่ขาวขึ้นก็เป็นได้

3. การใช้ภาพ Before & After เข้ามาช่วยให้เห็นภาพ

บน Facebook เองได้มีกฎห้ามใช้ภาพ Before & After ขึ้น ซึ่งการทำภาพเหล่านี้มักจะอยู่ในกลุ่มของสินค้าประเภทความสวยงามเป็นหลัก เพราะการสื่อสารแบบนี้จะช่วยให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ !! ส่วนมากแล้วภาพ Before & After มักจะพบว่ามีการโฆษณาเกินจริง จึงทำให้ถูกแบนไปโดยปริยาย แต่ในเชิงกฎหมายบ้านเราสามารถใช้ได้ตามปกติ แต่ต้องขออนุญาตเจ้าของในการถ่ายและโปรโมททุกครั้ง

4. ใช้คำแสดงถึงการแบ่งแยกสีผิว

เรื่องของสีผิวไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาเฉพาะใน Facebook เท่านั้น แต่สำหรับหลายคนจากทั่วโลกก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสีผิวด้วยเช่นกัน ในการทำโฆษณาบน Facebook เองเราไม่สามารถบอกได้ว่าสีขาวคือคนยุโรป สีเหลืองคือคนเอเชีย หรือสีอื่นๆ เพราะจะเป็นการแสดงถึงการลดคุณค่าในตัวบุคคล รวมถึงเป็นการเหยียดสีผิวอีกด้วย ซึ่งบน Facebook เองก็ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องเหล่านี้อย่างมาก ดังนั้นต้องระวังให้ดี

5. การเห็นสัดส่วนชัดเจนเกินไป

การเห็นสัดส่วนที่ชัดเจนจนเกินไปบน Facebook จะถือว่าผิดกฎ เพราะเค้าจะมองว่าสื่อไปในทางที่ไม่เหมาะสมหรือบางรูปอาจจะเข้าข่ายเกี่ยวกับทางเพศได้ เช่น บางคนขายครีมเกี่ยวกับหน้าอก จึงเน้นไปที่สัดส่วนหน้าอกอย่างชัดเจน อันนี้เวลาโฆษณาเค้าจะไม่ให้เราผ่าน แก้ง่ายๆ คือ อาจจะต้องเป็นรูปที่เห็นทั้งตัว และมีความมิดชิดสักเล็กน้อย ทางที่ดีแก้ง่ายสุดๆ เลยคือใช้ข้อความสื่อเอาดีกว่า แต่ต้องระวังเรื่องคำกันด้วย

6. ระวังเรื่องคำต้องห้ามให้ดี

เรื่องคำต้องห้าม เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงหรือจำไม่ได้ เพราะมันมีเยอะมากๆ เลยเกี่ยวกับคำต้องห้าม นอกจากนี้ยังมีอัพเดทคำใหม่อยู่เรื่อยๆ อีกด้วย ก่อนที่จะโพสต์ขายสินค้ากลุ่มเพื่อสุขภาพหรือความสวยความงาม ลองย้อนไปเช็คคำสักนิด เราอาจจะเผลอตัวใส่ไปและเป็นสาเหตุที่ทำให้ Facebook ไม่อนุมัติโฆษณาหรือโพสต์ของเราได้เช่นกัน

7. ระวังสินค้าบางประเภท

สินค้ากลุ่มพวกสุขภาพหรือความสวยความงามมันก็มีสินค้าที่ไม่สามารถซื้อขายกันได้โดยทั่วไปอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นยาเฉพาะแพทย์สั่งอันนี้ไม่สามารถขายได้ รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ต่างๆ อะไรที่ดูแลเกี่ยวกับความงาม ทำใบหน้า พวกนี้ก็ถูกจัดเป็นของห้ามจำหน่ายด้วยเช่นกัน คนที่ทำคอนเทนต์ต้องระวังเรื่องการขายให้ดี

ฟังเรื่องสิ่งที่ต้องระวังเมื่อขายสินค้าความงาม ผ่าน YouTube

สรุป

จากเรื่องเหล่านี้เป็นข้อสำคัญอย่างยิ่งที่คนขายสินค้าเพื่อสุขภาพหรือความสวยงามต้องระวัง เพราะมักจะเจอปัญหาอยู่บ่อยครั้ง แถมเป็นสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้าหลายๆ คนเมื่อเริ่มต้นก็มักจะขายสิ่งเหล่านี้เสมอ ควรที่จะศึกษาให้ดีในกฎของแต่ละแพลตฟอร์มที่นอกเหนือจาก Facebook รวมถึงข้อกฎหมายต่างๆ ของบ้านเราด้วย


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
Meta หุ้นตกวันเดียวมากกว่ามูลค่าบริษัทใหญ่ที่สุดในไทยถึง 6 เท่า !!

Meta หุ้นตกวันเดียวมากกว่ามูลค่าบริษัทใหญ่ที่สุดในไทยถึง 6 เท่า !!

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Meta ได้เผชิญกับเรื่องหุ้นตกที่อยู่ๆ ก็วูบลงไปมากถึง 20% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านบาทโดยประมาณ นับได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภายในวันเดียวเท่านั้น !! โดยสาเหตุมันก็มีจากหลายปัจจัยและหนึ่งในนั้นที่สำคัญก็คือเรื่อง ATT ของทาง Apple ที่เปิดตัวเมื่อช่วงปีที่แล้วทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงขึ้นมาทันที

การร่วงลงของหุ้น Meta ในครั้งนี้มันมีสาเหตุมาจากเรื่องของ Metaverse และจำนวนผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ด้วย รวมถึงการเปิดตัว ATT ของ Apple เองก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Facebook ในด้านการแทร็กโฆษณาไปหาผู้บริโภคด้วย ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่ทำให้หุ้นของ Meta ร่วงได้หนักขนาดนี้ก็มี

1. App Tracking Transparency

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ทาง Apple ได้วางแผนเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานระบบ iOS เพิ่มมากขึ้น โดยแอพพลิเคชั่นที่อยู่บน App Store จำเป็นจะต้องแจ้งการเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้งานทุกครั้ง แน่นอนว่าแพลตฟอร์มที่มีรายได้หลักมาจากการโฆษณาอย่าง Facebook ได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะทำให้ผู้ที่ลงโฆษณาไม่สามารถยิงได้อย่างแม่นยำเหมือนก่อนหน้านี้ รวมถึงการเก็บข้อมูลก็อาจจะไม่แม่นยำใช้ได้ 100% อีกด้วย

2. ขาดทุนไปกับ Metaverse

เมื่อช่วงปลายปี 2021 ทาง Facebook ได้ประกาศรีแบรนด์ใหม่เป็น Meta และได้ออกมาแถลงว่าทางบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีโลกเสมือนที่จะเพิ่มประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน และสามารถพบปะพูดคุยได้เหมือนกับอยู่ใกล้กันจริงๆ ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลก็ตาม นอกจากนี้ยังได้ลงทุนไปกว่า 1 หมื่นล้านดอลล่าร์และปัจจุบันก็ยังขาดทุนอยู่ ทำให้นักลงทุนทั้งหลายต่างพากันหวั่นใจว่าโปรเจคนี้อาจจะคว้าน้ำเหลวได้

3. เจอปัญหาวัยรุ่นและผู้ใช้งานน้อยลง

ทุกวันนี้ Facebook กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผู้สูงอายุไปซะแล้ว จากผลสำรวจพบว่าวัยรุ่นมีการใช้งานลดลง และหันไปใช้งานแพลตฟอร์ม Social Media อื่นๆ มากขึ้น นอกจากนั้นในมุมจำนวน User ที่ใช้งานในแต่ละวันก็มีอัตราที่ลดลงเช่นเดียวกันจากทั่วโลก

อัตราผู้ใช้งานบน Facebook ข้อมูลจาก TheGuardian

4. TikTok คือคู่แข่งที่สำคัญกับ Meta

เราจะเห็นได้ว่า TikTok มีอัตราการเติบโตที่น่ากลัวอย่างมากในมุมมองของ Meta จนขึ้นมาแทบจะเบียดกับ Facebook ได้อยู่แล้ว และสามารถแย่งตลาดผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ไปจาก Facebook ได้อย่างมากพอสมควร ทางฝั่ง Facebook เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ส่ง Reels ที่เริ่มต้นจาก Instagram และขยายไปยัง Facebook โดยหวังว่าจะสามารถดึงดูดและรักษายอดผู้ใช้งานได้

5. คนหนีไปทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มอื่นๆ แทน

จากเดิมที่ธุรกิจส่วนใหญ่มักจะทำโฆษณาผ่าน Facebook เป็นหลักเนื่องจากว่ามีผู้ใช้งานเยอะและมีเครื่องมือที่ค่อนข้างครบถ้วนเลยทีเดียวสำหรับการยิงแอด Facebook แต่เมื่อ ATT ของ Apple เข้ามาทำให้หลายคนเริ่มมีการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช้งบประมาณในการโฆษณาบน Facebook เยอะเท่ากับเมื่อก่อน แต่พวกเขาเลือกจะกระจายไปยังการทำโฆษณาบน Google, YouTube, TikTok หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ แทน ทำให้ Facebook ที่มีรายได้หลักจากการโฆษณาจึงมีรายได้ที่ลดลง และสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนหลายรายอีกด้วย

สรุป

นี่ก็คือปัจจัยทั้งหลายที่ส่งผลให้หุ้นของ Meta ตกภายในวันเดียวมูลค่าถึง 7 ล้านล้านบาท โดยมูลค่าที่หายไปมากกว่ามูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในไทยถึง 6 เท่าเลยทีเดียว และตอนนี้ Meta เองก็เจอปัญหารอบด้านที่ยากจะแก้ไข ต้องมาดูกันต่อว่าถ้าพัฒนาโปรเจค Metaverse ขึ้นมาสำเร็จ ก็อาจจะรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ของตลาดได้อีกครั้งอย่างแน่นอน


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
Shopping cart0
There are no products in the cart!
Continue shopping