ที่คุกนี้หากคุณทำผิดภายในคุก คุณจะถูกยึดแมวทันที !!!

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

เรือนจําในรัฐอินเดียนาประเทศสหรัฐได้มีโครงการที่นําแมวจากสถานสงเคราะห์มาให้ผู้ต้องหาเลี้ยงดูหนึ่งคนต่อหนึ่งตัว น้องแมวเหล่านี้พวกมันเคยมีประวัติถูกทําร้ายจนหวาดกลัวมนุษย์และไม่ไว้ใจมนุษย์เหมือนเคย

รูปจาก : BoredPanda

จากผลการวิจัยพบว่าการเลี้ยงสัตว์จะช่วยให้ผู้ต้องขังมีจิตใจอ่อนโยนและคลายเหงาได้เป็นอย่างดี และน้องแมวก็ยังช่วยปลอบประโลมให้กับนักโทษที่ขาดความอบอุ่น ความรัก และความเข้าใจได้เป็นอย่างดี จึงทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมาและกำลังขยายไปยังเรือนจำอื่นๆ ในสหรัฐด้วย

รูปจาก : BoredPanda

เงื่อนไขการเลี้ยงแมวได้ก็ต้องเข้ารับการประเมินจิตใจ ความประพฤติ และไม่เคยสร้างปัญหาภายในคุกมาก่อนจึงจะสามารถเลี้ยงแมวได้ ซึ่งมองเรื่องนี้ทําให้ได้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย น้องแมวก็เปิดใจให้มนุษย์จากการถูกทําร้ายและฟื้นฟูสภาพจิตใจของทั้งคนและสัตว์ควบคู่กันไป

รูปจาก : BoredPanda

และเมื่อเหล่าผู้ต้องขังได้เลี้ยงดูน้องแมวกลับกลายเป็นว่าพวกเค้าก็โดนน้องแมวตกเป็นทาสกันหมด แสดงหน้าที่มุ้งมิ้งออกมาเพียบ ทั้งทําของเล่นแมว ถักไหมพรม รวมถึงกิจกรรมเหล่านี้ทําให้พวกเค้ามีชีวิตที่สดใสกว่าการถูกคุมขังปกติ นอกจากนี้ยังเคยมีเรื่องชวนเอ็นดูก็คือเหล่านักโทษเคยเถียงกันด้วยว่าแมวของใครน่ารักกว่ากันอีกด้วย

รูปจาก : BoredPanda

รูปจาก : BoredPanda

และจากการติดตามของนักวิจัยรวมถึงผู้คุมเองก็กล่าวว่านักโทษมีพฤติกรรมดีขึ้นมากพอสมควรหลังจากที่พวกเค้าได้มีโอกาสเลี้ยงแมวเป็นของตัวเอง ทำให้เหล่านักโทษรู้สึกว่าตัวเองได้รับความรัก และไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหมือนกับที่เคยผ่านมา และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแนวทางนี้อีกด้วย

รูปจาก : BoredPanda

รูปจาก : BoredPanda

รูปจาก : BoredPanda

แล้วเพื่อนๆ คิดว่าในบ้านเราควรจะมีโครงการแบบนี้ด้วยรึเปล่า ? แล้วคิดว่าโครงการนี้จะลดปัญหาของการก่ออาชญากรรมซ้ำได้หรือไม่ ? ส่วนแอดเองคิดว่าการเลี้ยงสัตว์นั้นก็เป็นเหมือนการละลายพฤติกรรมที่ไม่ดีอย่างหนึ่ง และช่วยให้เรามีความสุขและมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้เหมือนกัน


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
5 เรื่องราวเกี่ยวกับมัมมี่

5 เรื่องราวเกี่ยวกับมัมมี่

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

พูดถึงอียิปต์ผู้คนต่างก็นึกถึงแต่เรื่องพีระมิดที่โด่งดังและเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว แต่สิ่งที่โด่งดังไม่แพ้กับพีระมิดก็คือ “มัมมี่” เป็นการดองศพโดยมีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ซึ่งจริงๆ แล้วการทำมัมมี่ไม่ได้มีแค่อียิปต์เท่านั้น แต่ยังมีไปทั่วโลกแต่ที่โด่งดังจริงๆ ก็มีที่อียิปต์ และนี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับมัมมี่ที่น่าสนใจ

มัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกไม่ได้อยู่ในอียิปต์

อียิปต์โบราณ มัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดมาจากอียิปต์โบราณ ชาวอียิปต์เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายและทำมัมมี่ผู้ตายเพื่อรักษาศพไว้สำหรับการเดินทางสู่โลกหน้า กระบวนการมัมมี่ประกอบด้วยการนำอวัยวะภายในออก รักษาร่างกายด้วยน้ำยาดองศพ และพันด้วยผ้าลินิน มัมมี่ของอียิปต์ถูกค้นพบพร้อมกับหน้ากากและเครื่องรางอันประณีต ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของชีวิตหลังความตายในวัฒนธรรมของพวกเขา

แต่จากการขุดค้นของนักโบราณคดีได้พบสิ่งที่น่าสนใจคือ มัมมี่ ชินชอร์โร (Chinchorro)จากชิลีโบราณเป็นหนึ่งในมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งมีต้นกำเนิดก่อนมัมมี่ของอียิปต์ ชาว Chinchorro ทำมัมมี่ผู้เสียชีวิตโดยใช้กระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการเอาอวัยวะภายในออก สร้างรูปร่างด้วยดินเหนียว และคลุมด้วยสิ่งทอหลายชั้นและหน้ากากดินเผา

มัมมี่ชินชอร์โร

รูปมัมมี่ชินชอร์โรว์ รูปจาก NBC News

มัมมี่เหล่านี้ให้นักโบราณคดีเข้าใจเกี่ยวกับพิธีฝังศพโบราณและวิถีชีวิตในอเมริกาใต้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สำหรับอายุมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดในอียิปต์มีอายุกว่า 4,300 ปี ส่วนในชินชอร์โรมีอายุราวๆ 7,000 – 8,000 ปี

มัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

มัมมี่ที่มีชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วโลกก็คือ “มัมมี่ฟาโรห์ตุตันคาเมน” สุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมนซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขากษัตริย์ในเมืองลักซอร์ ประเทศอียิปต์ ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดี ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ ในปี พ.ศ. 2465 สิ่งที่ทำให้การค้นพบครั้งนี้พิเศษก็คือ หลุมฝังศพนั้นเกือบจะไม่มีใครแตะต้องโดยเฉพาะโจรขโมยหลุมศพ

ฟาโรห์ตุตันคาแมน

ภาพหน้ากากของฟาโรห์ตุตันคาเมน รูปจาก The Conversation

นอกจากนี้หลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนบรรจุสมบัติมากมาย รวมถึงเครื่องประดับ ประติมากรรม รถม้า เสื้อผ้า และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่ทำจากทองคำ เงิน และอัญมณี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทักษะและฝีมืออันยอดเยี่ยมของช่างฝีมือชาวอียิปต์โบราณ การค้นพบสิ่งประดิษฐ์มากมายดังกล่าวให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับศิลปะ เทคโนโลยี และชีวิตประจำวันของอียิปต์โบราณ

สมบัติที่ถูกค้นพบในสุสานของพระองค์ รูปจาก Cleveland.com

สิ่งที่ทำให้มัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคาเมนมีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ คำสาป ซึ่งเกี่ยวข้องกับการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมนในปี 1922 ตำนานเล่าว่าคำสาปจะเกิดขึ้นกับใครก็ตามที่รบกวนมัมมี่ของชาวอียิปต์โบราณ โดยเฉพาะฟาโรห์ และพวกเขาจะทนทุกข์ทรมาน โชคร้ายหรือความตาย

ความโด่งดังของคำสาปฟาโรห์ตุตันคาเมนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบสุสานได้ทยอยเสียชีวิต เช่น ลอร์ดคาร์นาร์วอน ผู้สนับสนุนทางการเงินของการสำรวจ เสียชีวิตไม่นานหลังจากเปิดสุสานในปี 1923 เนื่องจากมียุงกัดที่ติดเชื้อ

นักสำรวจพร้อมกับลูกทีมในการขุดสุสาน รูปจาก Wikipedia

แต่ภายหลังตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติมพบว่าได้รับเชื้อรามาจากการเปิดสุสาน สมาชิกคนอื่นๆ ของการสำรวจและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจก็ต้องเผชิญกับความโชคร้ายต่างๆ เช่นกัน

มัมมี่สัตว์

สำหรับอารยธรรมโบราณโดยเฉพาะชาวอียิปต์ ทำมัมมี่สัตว์ด้วยเหตุผลหลายประการ โดยมีรากฐานมาจากความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาเป็นหลัก รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วยเช่น การทำมัมมี่สัตว์เป็นวิธีการหนึ่งในการให้เกียรติเทพเจ้าเหล่านี้และได้รับความโปรดปรานในชีวิตหลังความตาย

หรือไว้สำหรับการบูชาเทพเจ้าแต่ละองค์ตามความเชื่อของชาวอียิปต์ เช่น การทำมัมมี่แมวมีความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาเทพแมว บัสเตต (Bastet)” เป็นต้น หรือแม้กระทั่งในด้านความเชื่อคือ เพื่อให้สัตว์เหล่านี้เป็นเพื่อนในชีวิตหลังความตาย ชาวอียิปต์เชื่อในชีวิตหลังความตายซึ่งผู้ตายจะต้องมีเพื่อนฝูง รวมถึงสัตว์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือพวกเขา

มัมมี่แมว รูปจาก Ancient Origins

ด้วยการทำมัมมี่สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์อื่นๆ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะติดตามพวกเขาไปในโลกหน้า หรือสัตว์บางชนิด เช่น วัวและวัว ถูกทำมัมมี่ให้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร เชื่อกันว่าการทำมัมมี่สัตว์เหล่านี้จะช่วยให้การเก็บเกี่ยวประสบความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองของชุมชน เรื่องเหล่านี้จึงเป็นอีกสาเหตุที่นอกจากการทำมนุษย์มัมมี่แล้ว สัตว์เองก็ถูกทำเป็นมัมมี่ด้วยเช่นกัน

กระบวนการทำมัมมี่

กระบวนการสร้างมัมมี่ตามที่อารยธรรมโบราณเช่นชาวอียิปต์ปฏิบัติกันนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความสำคัญทางศาสนา การดำเนินการนี้เกี่ยวข้องกับหลายขั้นตอนเพื่อรักษาร่างกายไว้ตลอดชีวิตหลังความตาย สิ่งที่ควรทราบคือ ปัจจุบันนี้การทำมัมมี่มนุษย์หรือสัตว์ไม่ได้เกิดขึ้นนอกเหนือจากบริบททางวิทยาศาสตร์และการศึกษา เนื่องจากถือเป็นการปฏิบัติที่ให้ความเคารพและละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเราจะอธิบายอย่างง่ายๆ ว่าชาวอียิปต์โบราณสร้างมัมมี่มนุษย์อย่างไร 

การล้างศพที่จะทำมัมมี่ด้วยเกลือ รูปจาก Dying Word

การทำให้บริสุทธิ์ ร่างกายถูกล้างด้วยน้ำจากแม่น้ำไนล์เพื่อชำระให้บริสุทธิ์

การกำจัดอวัยวะภายใน อวัยวะต่างๆ จะถูกกำจัดออก อวัยวะต่างๆ ถูกเก็บรักษาแยกกันในขวดโหล ยกเว้นหัวใจซึ่งถูกเก็บไว้กับร่างกาย

การอบแห้ง ร่างกายจะถูกโรยเต็มไปด้วยเกลือที่ชื่อนาตรอนซึ่งเป็นส่วนผสมของเกลือที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ช่วยในการทำให้ร่างกายแห้ง กระบวนการทำให้แห้งนี้อาจใช้เวลาถึง 40 วัน

การห่อ หลังจากการอบแห้ง ร่างกายจะถูกทำความสะอาดที่แม่น้ำไนล์อีกครั้ง จากนั้นจึงพันด้วยผ้าพันผ้าลินิน เครื่องรางถูกวางไว้ในห่อเพื่อการคุ้มครองชีวิตหลังความตาย รวมถึงการใช้น้ำยาอาบศพที่เป็นสูตรเฉพาะของอียิปต์โบราณ

ขั้นตอนการทำมัมมี่ รูปจาก Dying Word

การตกแต่ง ตัวที่ห่อหุ้มมักถูกหุ้มด้วยเรซินเพื่อปิดผนึกผ้าไม่ให้หลุดออกจากกัน มัมมี่อาจถูกวางไว้ในโลงศพธรรมดาหรือโลงศพอันวิจิตรบรรจงขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคมของมัมมี่ในตอนนั้น ซึ่งมักมีการแกะสลักและภาพวาดอันประณีตเกี่ยวกับเทพโอซิริส ที่เป็นเทพแห่งโลกหลังความตาย

การฝังศพ มัมมี่ถูกฝังไว้ในสุสานพร้อมกับสิ่งของจำเป็น เครื่องบูชา และบางครั้งก็เป็นเครื่องเรือนสำหรับใช้ของผู้ตายในชีวิตหลังความตาย หลุมศพถูกปิดผนึกไว้เพื่อปกป้องมัมมี่และข้าวของต่างๆ

กินซากมัมมี่

ในอดีต วัฒนธรรมต่างๆ เชื่อในคุณสมบัติทางยาของมัมมี่ ซึ่งนำไปสู่การใช้ซากมัมมี่ในการแพทย์แผนโบราณ การปฏิบัตินี้แพร่หลายในยุโรปในช่วงยุคกลางและยุคเรอเนซองส์ โดยเฉพาะมัมมี่ที่นำเข้าจากอียิปต์ ถือว่ามีคุณค่าและนำไปใช้ทางการแพทย์ในรูปแบบต่างๆ เช่น

มัมมี่แบบผง มัมมี่บดเป็นผงละเอียดและใช้ในการปรุงยา เชื่อกันว่าผงนี้สามารถรักษาโรคได้ตั้งแต่อาการปวดหัวไปจนถึงปวดท้อง บางครั้งมีการใช้ผงหรือทาเฉพาะที่

สมัยก่อนซื้อมัมมี่มาเพื่อทำยา รูปจาก Ripley’s Believe It or Not!!

ส่วนผสมจากมัมมี่ ซึ่งเป็นสารที่ทำจากมัมมี่บดผสมกับส่วนผสมอื่นๆ เช่น ไม้หอมและน้ำผึ้ง ถูกนำมาใช้เป็นยาครอบจักรวาล เชื่อกันว่ามีสรรพคุณทางยาสูง และใช้รักษาโรคต่างๆ ได้

ยาน้ำที่สกัดออกมาจากมัมมี่ ยาน้ำที่สกัดจากมัมมี่ถูกสร้างขึ้นโดยการละลายส่วนของมัมมี่ในแอลกอฮอล์หรือสารละลายอื่นๆ การเตรียมการเหล่านี้มักถูกขนานนามว่าเป็นยารักษาได้ทั้งหมด และมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์ของยุโรปยุคกลาง

ในยุคปัจจุบัน การใช้มัมมี่ในทางการแพทย์ถูกประณามและผิดกฎหมายทั่วโลก เนื่องมาจากข้อกังวลด้านจริยธรรมและการเคารพศพมนุษย์ รวมถึงเรื่องความอันตรายจากเชื้อโรคที่อยู่ในมัมมี่ การใช้มัมมี่ในอดีตในทางการแพทย์ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนที่บ่งบอกถึงความเชื่อในสมัยนั้นและความก้าวหน้าทางการแพทย์ยังมีน้อยสุดๆ


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
เหตุการณ์สงครามในประวัติศาสตร์แปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

เหตุการณ์สงครามในประวัติศาสตร์แปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

ในประวัติศาสตร์โลกของเราเคยเกิดสงครามขึ้นหลายครั้งนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างประเทศที่มีการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สงครามระหว่างดินแดน หรือขยายอาณาเขตในอดีต ซึ่งทำให้หลายคนมองว่าการเกิดขึ้นของสงครามก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

และคงหนีไม่พ้นการสูญเสียรวมถึงการดำเนินสงครามที่ต้องมีระยะเวลายาวนาน เกณฑ์คนไปเป็นทหารเพื่อการศึกสงครามเป็นจำนวนมาก แต่ในประวัติศาสตร์ของโลกเราก็เคยมีสงครามแปลกๆ เกิดขึ้นมาไม่น้อย แล้วมันแปลกยังไงกัน ?

เหตุการณ์สงครามในประวัติศาสตร์แปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก (กดเลือกอ่านได้)

เปิดสงครามกับนกอีมู

สงครามนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1932 ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตอนนั้นพึ่งจะจบสงครามโลกมามาดๆ ทำให้มีทหารผ่านศึกกลับบ้านมาเป็นจำนวนมาก และต้องการหาพื้นที่ในการอยู่อาศัย รวมถึงสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงตนเอง ทางรัฐบาลออสเตรเลียเห็นดังนั้นจึงได้จัดสรรพื้นที่ให้กับทหารผ่านศึกกว่า 5,000 นาย ที่อยู่ในรัฐเวสเทิร์นของออสเตรเลีย ซึ่งช่วงนั้นพวกเศรษฐกิจอะไรต่างๆ ก็อยู่ระหว่างการฟื้นฟู ทำให้เรื่องการทำไร่ทำสวนราคาก็ไม่ได้ดีมากนัก

แต่สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ ของทหารผ่านศึกคือ “นกอีมู” ที่มีจำนวนมากกว่า 20,000 ตัว เมื่อเป็นดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้ประกาศสงครามกับนกอีมูทันที โดยส่งทหารเข้าไป 2 – 3 นาย พร้อมกระสุนกว่า 10,000 นัด ซึ่งเหล่าทหารก็คิดว่างานนี้มันง่ายสุดๆ

รูปจาก All That’s Interesting

แต่สุดท้ายแล้วภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากสาดกระสุนปืนกันฝุ่นตลบสามารถสังหารนกอีมูไปได้ 200 ตัวเท่านั้น ส่วนนกอีมูที่เหลือปลอดภัยดีทั้งหมด สุดท้ายรัฐบาลมองว่าไม่คุ้มจึงได้ให้ยกเลิกปฏิบัติการนี้ทั้งหมด กลายเป็นเหมือนทหารออสเตรเลียได้พ่ายแพ้ให้กับนกอีมู และนกอีมูเป็นฝ่ายชนะในสงครามครั้งนี้ ทำให้สงครามครั้งนี้สร้างเสียงเสียงหัวเราะและล้อเลียนกันมาจนถึงปัจจุบันเลย

สงครามนกอีมู

เกิดสงครามขึ้นเพราะหมู 1 ตัว

สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกากับอังกฤษที่เกือบจะรบกันเพราะเรื่อง “หมู 1 ตัว” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริเวณ “เกาะซานฮวน” ที่ตั้งอยู่ระหว่างช่องแคบแห่งหนึ่งฝั่งหนึ่งเป็นของอังกฤษและอีกฝั่งเป็นของสหรัฐ

รูปจาก Wikipedia

ซึ่งตอนนั้นเหล่าชาติมหาอำนาจต่างก็ให้ทั้งสองประเทศแบ่งกันใช้เกาะไปก่อนจนกว่าจะหาข้อสรุปได้ ต่างฝ่ายต่างก็ส่งคนเข้ามาอยู่บนเกาะเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์ของเกาะเป็นของตัวเอง อยู่มาวันนึง ไลแมน คัลตาร์ เกษตกรชาวอเมริกาก็ได้ออกไปทำสวนตามปกติ แล้วพบกับหมูเข้ามาทำลายพืชผลของตัวเองจึงได้ยิงหมูตัวนั้นตายเพราะคิดว่าเป็นหมูป่าไม่มีเจ้าของ

ต่อมาคนของประเทศอังกฤษที่เป็นเจ้าของหมูก็ได้เดินทางมาเจรจาค่าเสียหายแต่ไลแมนก็ไม่ยอมจ่าย ทางเจ้าของหมูจึงบอกว่าจะไปรายงานเจ้าหน้าที่อังกฤษ ทางไลแมนเองก็กลัวจึงได้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่สหรัฐด้วยเหมือนกัน เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ทางอังกฤษจึงได้ส่งเรือรบเข้ามา 3 ลำ พร้อมกับทหารอีกกว่า 2,000 คน เข้ามาตรึงกำลัง ทางสหรัฐเองก็ส่งทหารเข้ามาตรึงกำลังเช่นกัน

รูปจาก Wikipedia

สุดท้ายแล้วหลังตรึงกำลังกันกว่า 12 ปี จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 1 แห่งเยอรมณีได้เป็นประธานอนุญาโตตุลาการในการตัดสินให้สหรัฐเป็นฝ่ายชนะ สรุปคือสงครามครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตเพียงแค่ “หมู 1 ตัว” เท่านั้น สงครามนี้จึงถูกเรียกว่าสงครามหมูนั่นเอง

สงคราม 38 นาที

สงครามนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1896 ระหว่างอังกฤษกับแซนซิบาร์ ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สุลต่านฮาหมัด บิน ทูไว ได้เสด็จสวรรคตกระทันหัน และหลานชายอย่าง คาลิด บิน บาร์กาช ก็ได้ประกาศเป็นสุลต่านองค์ใหม่ทันทีโดยที่ไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลอังกฤษ

คาลิด บิน บาร์กาซ รูปจาก Wikipedia

ซึ่งสมัยนั้นแซนซิบาร์เป็นหนึ่งในรัฐที่ปกครองโดยอังกฤษ และทางอังกฤษก็ต้องการให้คนของทางอังกฤษปกครองมากกว่า หลังจากนั้นคาลิด บิน บาร์กาช ก็ได้ระดมกำลังพลกว่า 3,000 คนพร้อมกับเรือ HHS Glasgow ที่ได้พระราชทานจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แต่ทางอังกฤษก็ได้เริ่มต้นจากการเจรจาก่อนแต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด หลังจากที่กองกำลังเสริมของอังกฤษมาถึงเพิ่มเติมก็ได้เตือนอีกครั้ง โดยให้ย้ายออกจากพระราชวังก่อน 9 โมง

สุดท้ายไม่ได้ผลเช่นเดิมแล้วก็ได้เกิดการปะทะขึ้นตอน 9.02 น. จึงได้เริ่มถล่มใส่พระราชวังแซนซิบาร์ ซึ่งพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นมาจากไม้ และไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้พร้อมรับกับการโจมตีด้วย สุดท้ายแล้วพระราชวังเสียหาย ทหารฝ่ายแซนซิบาร์บาดเจ็บกว่า 500 คน เรือ HHS Glasgow ก็ถูกทำลาย ส่วนอังกฤษทหารบาดเจ็บเพียงแค่ 1 คน ตอนเวลา 9.40 นาทีทางแซนซิบาร์ก็ได้ประกาศยอมแพ้ไป ระยะเวลาสงครามครั้งนี้ก็เท่ากับว่าเปิดศึกกันเพียงแค่ 38 นาทีเท่านั้น นับเป็นสงครามที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์

พระราชวังที่ถูกถล่มหลังจบสงคราม 38 นาที รูปจาก Ancient Origins

สงคราม 335 ปี

สงครามนี้เกิดขึ้นเมื่อราวๆ ปี 1651 – 1986 โดยเป็นการทำสงครามระหว่างเนเธอร์แลนด์กับเกาะซิลลี่ เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ สงครามนี้จริงๆ เป็นการรบกันของทั้งสองกลุ่มคือ กลุ่มรัฐสภาที่นำโดย Oliver Cromwell กับกลุ่มกษัตริย์นิยมที่มีผู้นำคือ King Chales ที่ 2

King Chales ที่ 2  รูปจาก bio.Biography.com

ช่วงแรกๆ กลุ่มกษัตริย์นิยมก็ถือไม้ต่อสามารถชนะได้อย่างงดงาม แต่ภายหลังได้ถูกกดดันเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องมาตั้งหลักที่เกาะซิลลี่ สาเหตุที่เนเธอร์แลนด์เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ซึ่งสมัยนั้นก็คือสาธารณรัฐดัตช์ก็เพราะว่าผู้ที่สนับสนุนดัตช์ก็คือ ฝ่ายรัฐสภา ตอนนั้นได้มีการปะทะกันของเรือดัตช์กับเรือของกลุ่มกษัตริย์นิยมขึ้นจนเกิดความเสียหาย ทำให้ทางดัตช์เห็นแล้วว่าตอนนี้ฝ่ายดังกล่าวกำลังอ่อนกำลังลงอย่างมาก

จึงถือโอกาสในการกดดันให้ยอมมอบแต่โดยดี และยอมจ่ายค่าเสียหายให้กับทางดัตช์ด้วย ตอนแรกทางฝ่ายกลุ่มกษัตริย์นิยมไม่ยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าวมาแม้แต่น้อย จนทางดัตช์ก็ได้ส่งเรือเข้าไปปิดล้อมเกาะเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน สุดท้ายแล้วทางฝ่ายนั้นก็ได้ยอมรับข้อตกลงและก็ถอยเรือกลับไป

แต่ๆๆ ทั้งสองฝ่ายเหมือนจะลืมอะไรไปบางอย่างจนระยะเวลาผ่านมากว่า 335 ปี เมื่อมีนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแห่งเกาะซิลลี่ที่ชื่อ Roy Duncan ได้พบเรื่องราวของสงครามครั้งนี้ และพยายามหาใบประกาศยุติสงครามระหว่าง 2 ประเทศนี้แต่ไม่ว่าจะค้นหาอย่างไรก็ไม่พบ สุดท้ายแล้วดันแคนจึงได้ติดต่อไปที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำกรุงลอนดอน

คุณ Roy Duncan รูปจาก Isles Of Scilly Council

และเมื่อวันที่ 17 เมษายน 1985 ไรน์ ฮิวเดโคเพอร์ เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำกรุงลอนดอนก็ได้ไปเยี่ยมเยือนหมู่เกาะซิลลี่ และลงนามยุติสงครามระหว่างหมู่เกาะซิลลี่กับเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ และปิดฉากสงครามที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ซึ่งกินแวลาไปกว่า 335 ปีเลยทีเดียว

ผลสรุปของสงครามครั้งนี้คือ ไม่มีผู้เสียชีวิต ไม่มีการต่อสู้ใดๆ ไม่มีกระสุนปืนถูกใช้แม้แต่นัดเดียว พูดง่ายๆ คือปราศจากความรุนแรงทุกรูปแบบและไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว แต่ที่สงครามยาวนานขนาดนี้เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ลืมยุติสงคราม และฝ่ายเนเธอร์แลนด์เองก็ลืมประกาศชัยชนะต่อหมู่เกาะซิลลี่ด้วย


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
เรื่องราวเกี่ยวกับสฟิงซ์ สัตว์ในตำนานหัวเป็นคนตัวเป็นสิงโต

เรื่องราวเกี่ยวกับสฟิงซ์ สัตว์ในตำนานหัวเป็นคนตัวเป็นสิงโต

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

หากเพื่อนๆ ได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพีระมิดก็จะต้องได้ยินชื่อของ สฟิงซ์ ด้วยอย่างแน่นอน สฟิงซ์เป็นสัตว์ในตำนานที่มีร่างกายเป็นสิงโตและมีหัวเป็นมนุษย์ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับเทพนิยายอียิปต์และกรีก อย่างไรก็ตาม สฟิงซ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงกิซ่าใกล้กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ แล้วสฟิงซ์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ?

ช่วงเวลาสร้างสฟิงซ์ในอียิปต์โดยทั่วไปเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยของฟาโรห์คาเฟร ประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตศักราช ในสมัยราชวงศ์ที่สี่ของอาณาจักรเก่าแห่งอียิปต์ คิดว่าสฟิงซ์แกะสลักจากหินปูน โดยตัวมหาสฟิงซ์ของอียิปต์นั้นมีความยาวประมาณ 73 เมตร (240 ฟุต) และสูง 20 เมตร (66 ฟุต) หัวของสฟิงซ์มีขนาดเล็กกว่าลำตัวอย่างไม่สมส่วน

อาจเนื่องมาจากการแกะสลักหินปูนแข็งได้ยาก โดยทั่วไปเชื่อกันว่าใบหน้าของสฟิงซ์เป็นตัวแทนของใบหน้าของฟาโรห์คาเฟร และเจ้ามหาสฟิงซ์นั้นถูกสร้างขึ้นใกล้กับมหาพีระมิดแห่งกิซ่าในอียิปต์

สฟิงก์อียิปต์

รูปจาก asianinvent.com

สำหรับสาเหตุการสร้างสฟิงซ์นั้นแม้แต่นักโบราณคดีก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร แต่จากหลักฐานต่างๆ รวมถึงการสันนิฐานของนักโบราณคดีก็เชื่อกันว่าสฟิงซ์ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ฟาโรห์หรือผู้พิทักษ์สุสาน ตำแหน่งที่ทางเข้าพีระมิดอาจมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์หรือจิตวิญญาณ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของพื้นที่นี้ในฐานะที่เป็นสถานที่ฝังศพของฟาโรห์

หรือนักโบราณคดีบางคนก็กล่าวว่าสฟิงซ์สอดคล้องกับเหตุการณ์บนท้องฟ้าบางอย่าง เช่น การขึ้นหรือตกของดาวฤกษ์หรือกลุ่มดาวต่างๆ การจัดแนวนี้อาจมีความสำคัญทางศาสนาหรือดาราศาสตร์ และอาจเชื่อมโยงกับระบบความเชื่อของอียิปต์โบราณ หรือบางคนก็ตั้งทฤษฏีเกี่ยวกับสฟิงซ์ไว้ว่าสฟิงซ์มักมีความเกี่ยวข้องกับฟาโรห์คาเฟร และถูกสร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของพระองค์

ใบหน้าของสฟิงซ์มีความคล้ายคลึงกับรูปปั้นอื่นๆ ที่เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของคาเฟร ซึ่งเชื่อมโยงกับผู้ปกครอง และอาจใช้เป็นอนุสาวรีย์ในรัชสมัยของพระองค์

รูปจาก Historicaleve

สำหรับสฟิงซ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ มหาสฟิงซ์ ที่อยู่บริเวณมหาพีระมิดกิซ่า แต่จริงๆ แล้วในอียิปต์ยังมีสฟิงซ์อีกหลายตัวที่ถูกสร้างขึ้น นอกจากในอียิปต์แล้ว ยังมีสฟิงก์ของกรีกอีกด้วยที่มีชื่อเสียง

ในฝั่งของกรีกนั้นลักษณะของสฟิงซ์จะแตกต่างกับฝั่งอียิปต์อย่างสิ้นเชิง หากดูตามภาพที่แอดขึ้นให้ดูแล้วจะเห็นว่ามีส่วนหัวที่เหมือนผู้หญิง มีหน้าอก ลำตัวคล้ายสิงโต มือมีกรงเล็บ มีปีกคล้ายกับนกอยู่หนึ่งคู่งอกกลางหลัง เป็นการผสมผสานของหลากหลายสายพันธุ์มาก

นอกจากนี้ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณนั้นสฟิงซ์เป็นสัตว์ประหลาดที่มีสติปัญญาสูง ตามตำนานของกรีกกล่าวว่าสฟิงซ์นั้นจะเฝ้าอยู่แถวชานเมืองธีบส์คอยถามปัญหาเชาว์ต่างๆ หากใครไม่สามารถตอบได้ก็จะถูกกิน ซึ่งก็มีหลายคนที่ไม่สามารถตอบปัญหาเชาว์ของสฟิงซ์ได้จนกระทั่งมีชายที่ชื่อว่า อีดีปัส ได้เดินทางผ่านมาที่เมืองธีบส์แห่งนี้และพบกับสฟิงซ์เข้าจึงได้ถูกสฟิงซ์ดักถามคำถามเหมือนกับเหยื่อรายอื่นๆ และอนุญาตให้ผ่านได้หากตอบคำถามถูกต้อง

รูปจาก OCCULT WORLD    

โดยตามตำนานสฟิงซ์ได้ถามว่า อะไรเอ่ยที่เดิน 4 ขาในตอนเช้า เดิน 2 ขาในตอนเที่ยง และเดิน 3 ขาในตอนเย็น เมื่อคำถามจบลงอีดีปัสก็ตอบแทบจะทันทีก็คือ มนุษย์ และอธิบายเพิ่มเติมว่า ตอนเกิดมาเดิน 4 ขาก็หมายความว่าคลาน ตอนโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเดิน 2 ขา แต่เมื่อยามชราก็จะเดิน 3 ขาเพราะถือไม้เท้า ซึ่งคำตอบนี้ก็ถูกต้องและสฟิงซ์ก็รักษาสัจจะโดยการปล่อยให้อีดีปัสสามารถผ่านเข้าไปได้ แต่สุดท้ายหลังจากที่สฟิงซ์โดนตอบคำถามที่ตัวเองถามได้อย่างถูกต้องก็ได้ฆ่าตัวตายไป

กลับมาที่สฟิงซ์ฝั่งอียิปต์กันบ้าง ทางนี้เองก็มีเรื่องเล่าด้วยเช่นกันว่าหลังจากที่สฟิงซ์สร้างไปแล้วหลายพันปี สฟิงซ์ก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่มากนักจนทำให้ทะเลทรายนั้นได้พัดทรายเข้ามากลบสฟิงซ์จนเกือบจะหายเข้าไปในกองทราย

จนเมื่อฟาโรห์ทุตโมสที่ 4 ได้มีโอกาสเสด็จมาเยือนบริเวณใกล้ๆ กับสฟิงซ์อยู่มาคืนนึงก็ได้ฝันเห็นสฟิงซ์ที่มาหาพระองค์และขอร้องให้พระองค์ช่วยขุดทรายออกให้ โดยแลกกับการที่สฟิงซ์จะช่วยให้ฟาโรห์ทุตโมสที่ 4 กลายเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อพระองค์ตื่นจากการบรรทมแล้วก็ได้สั่งให้ขุดทรายออกจากรูปปั้นสฟิงซ์ทันที เมื่อเอาออกหมดแล้วพระองค์ก็มีการจารึกเรื่องราวที่ฐานสฟิงซ์ด้วย

รูปจาก Explore Luxor

จากการสำรวจของนักโบราณคดีพบว่าข้างในมหาสฟิงซ์แห่งอียิปต์ไม่ได้เป็นทรงตันๆ เหมือนกับที่ดูจากลักษณะภายนอก ข้างในมันกลับมีทางเดินและโถงต่างๆ มากมายอยู่ภายใน ทั้งทางเดินที่จะพาลงไปใต้ฐานของสฟิงซ์ จากการสันนิฐานคาดว่าพวกเส้นทางต่างๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะไม่ได้เกิดขึ้นแต่แรก

แต่เกิดจากการบูรณะสฟิงซ์อยู่หลายครั้งและสร้างเป็นทางภายในสฟิงซ์ขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีการสร้างห้องโถงภายในสฟิงซ์อีกด้วย จากการตรวจสอบเพิ่มเติมไม่ได้มีทางที่เกิดขึ้นจากการบูรณะเท่านั้น ยังมีทางที่เกิดขึ้นจากเหล่านักล่าสมบัติในอดีตอีกด้วย

รูปจาก Daily Express  

อย่างไรก็ตามนักโบราณคดีก็ยังคงต้องหาคำตอบเกี่ยวกับสฟิงซ์เพิ่มเติมว่าแท้จริงแล้วการสร้างสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่ แล้วในการสร้างนั้นเป็นการแกะสลักจากหินที่มีอยู่หรือถูกลากมาจากที่อื่นกัน เพราะเหมือนข้อมูลที่ศึกษาได้จะบอกว่ามันถูกลากมาจากที่อื่นมากกว่า แล้วชาวอียิปต์ลากมันมาได้อย่างไร ?


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
ความลับของ Dark Web แค่เข้าไปแป๊บเดียวก็ซวยได้แล้ว !!

ความลับของ Dark Web แค่เข้าไปแป๊บเดียวก็ซวยได้แล้ว !!

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

การใช้งานอินเทอร์เน็ตในทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติของทุกๆ คนไปแล้ว ซึ่งอย่างน้อยในหนึ่งวันก็ต้องมีการใช้งาน 1 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล หาสิ่งบันเทิงใจ การใช้งานโซเชียลมีเดีย เรื่องเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติอย่างมาก

ทั่วไปแล้วเวลาเราต้องการค้นหาข้อมูลอะไรบนโลกออนไลน์ก็ตาม ที่ๆ คนทั่วโลกนิยมเข้าไปค้นหามากที่สุดก็คือ “Google” อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเค้าเป็นผู้ให้บริการด้าน Search Engine ที่จะรวบรวมเว็บไซต์ต่างๆ ของทั่วโลกเอาไว้และเมื่อเราค้นหาเรื่องราวใดๆ ก็ตามก็จะแสดงผลลัพธ์ออกมาให้เราเข้าไปเลือกชม

แต่รู้หรือสิ่งที่เราเห็นบน Google เรามองว่าข้อมูลเยอะสุดๆ แล้ว แต่ความจริงยังมีเบื้องหลังเว็บที่ค้นหาไม่เจออีกเพียบ มากกว่าสิ่งที่เราค้นเจอซะอีก โดยเว็บพวกนี้เราจะเรียกว่า Dark Web หรือ Deep Web แล้วทำไมต้องห้ามเข้ากันล่ะ ? 

Deep Web คืออะไร 

ตัว Deep Web ก็คือเว็บที่ยังไม่ได้ถูกรวบรวมดัชชีหรือเก็บข้อมูลแล้วส่งให้กับ Search Engine ของผู้ให้บริการเจ้าต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม Deep Web ส่วนมากก็ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้วเช่น หน้าสมาชิกของเว็บไซต์ต่างๆ การเข้าถึง Google Drive หรือแม้กระทั่งการเข้าไปดูหนังของ Disney Hotstar หรือ Netflix สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็น Deep Web ทั้งสิ้น

ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือเหล่า Deep Web รวมถึงเว็บไซต์ต่างๆ ที่แสดงในผลของการค้นหาหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเว็บที่มีทั้งหมดจริงๆ แล้วมันมีเพียงแค่ราวๆ 4 – 5% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออยู่จะเป็น Dark Web ทั้งหมด

แล้ว Dark Web คืออะไร ?

Dark Web เกือบทั้งหมดของมัน 100% นั้นเป็นเว็บที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถเปิดเผย แสดงให้คนทั่วไปได้เห็นได้ ไม่สามารถค้นหาผ่าน Browser ปกติที่เราใช้งานอย่าง Chrome Microsoft Edge หรือเบราว์เซอร์อื่นๆ ได้ โดยมักจะต้องใช้เบราว์เซอร์พิเศษอย่าง TOR (The Onion Router) เข้าเท่านั้น

มันจะช่วยปกปิดตัวตนของผู้ที่เข้าไปท่องบน Dark Web ไม่ให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงรัฐบาลสามารถเข้ามาสอดส่องหรือตรวจสอบได้อย่างง่ายเหมือนกับเว็บอื่นๆ และด้วยการที่ตรวจสอบยากอย่างมากของมันทำให้มันกลายเป็นแหล่งรวมอาชญากรรมต่างๆ มากมายหลากหลายรูปแบบที่คุณอาจคาดไม่ถึง

Dark Web

รูปจาก GeeksforGeeks

นอกจากนี้บน Dark Web ยังเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย และเตือนว่าไม่ควรเข้าไปเป็นอย่างยิ่ง ที่บนนั้นมีผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์อย่างมากมาย มีการวางไวรัส ตัวดักข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ของเรา และยังแฝงไปด้วยแฮกเกอร์ตัวฉกาจมากมายที่อยู่บนนั้นพร้อมจะทำอันตรายกับคุณได้ทุกเมื่อ

บางครั้งคนที่เข้าไปเผลอกระทำใดๆ บน Dark Web แม้แต่นิดเดียวก็อาจจะทำให้ข้อมูลหลุดจนนำไปสู่การเอาข้อมูลไปก่ออาชญากรรมแบบคาดไม่ถึงได้ ทำให้ไม่ควรเข้าไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด

เนื้อหาบน Dark Web มีอย่างหลากหลายตั้งแต่เรื่องค้ายาเสพติดไปจนถึงกิจกรรมที่ไม่สามารถเล่าออกมาได้ จากผู้ที่เคยเข้าไปบน Dark Web ต่างก็ตกตะลึงและสร้างความหวั่นใจให้กับผู้คนที่เข้าไปดูอย่างถึงที่สุด

แต่สิ่งที่มีบน Dark Web จากคนที่เคยเข้าไปและเอามาแชร์ รวมถึงข้อมูลจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่มีการจับตาดูพวกเว็บไซต์เหล่านี้ก็ได้เปิดเผยข้อมูลว่าบนนั้นจะมีทั้งคอนเทนต์ 

บน Dark Web มีอะไรอยู่ ?

ตลาดที่รวมสิ่งผิดกฎหมาย โดย Dark Web มักจะเป็นแหล่งรวมสินค้าหรือของที่ผิดกฎหมายซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อและขายสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายได้หลากหลาย ซึ่งอาจรวมถึงยาเสพติด อาวุธปืน เอกสารปลอม ข้อมูลที่ถูกขโมย (เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต) เครื่องมือแฮ็ก และอื่นๆ

สินค้าที่ขายบน Dark Web รูปจาก ABC News

การแฮ็กและอาชญากรรมไซเบอร์ เว็บไซต์ Dark Web บางแห่งรองรับแฮกเกอร์และอาชญากรไซเบอร์ พวกเขาอาจเสนอบทช่วยสอน เครื่องมือ และบริการที่เกี่ยวข้องกับการแฮ็ก การขโมยข้อมูลประจำตัว หรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอื่นๆ

เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวทางเพศ แม้ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมคอนเทนต์ผู้ใหญ่แต่เราก็ยังสามารถค้นหากันได้เจอตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามเนื้อหาของผู้ใหญ่บน Dark Web แตกต่างจากที่เราพบ เพราะนั่นอาจจะเป็นการถ่ายโดยที่ไม่เต็มใจ หรือแม้กระทั่งมีการก่ออาชญากรรมหลังคลิปจบก็ได้

หนังโหดสุดจิตตก เรื่องหนังหลายคนก็อาจจะมองว่าเป็นธรรมดาที่จะมี แต่สำหรับบน Dark Web แล้วมันเป็นหนังที่แตกต่างกับที่เรารู้จักก็เพราะหนังที่เราดูเป็นประจำก็ใช้ CG ในการถ่ายทำ ฉากต่างๆ ที่เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมก็เป็นเพียงฉากเท่านั้น แต่สำหรับบน Dark Web แล้วเนื้อหาที่พวกเค้าทำส่วนมากจะเป็น สนัฟฟิล์ม (Snuff flim) ที่ก่ออาชญากรรมจริงๆ เล่นจริง เจ็บจริง ทุกอย่างจริงหมด และเต็มไปด้วยเรื่องราวสุดจิตตกมากมายอีกด้วย

การจ้างวานทำสิ่งต่างๆ บน Dark Web มีบริการอย่างหลากหลายรูปแบบ ส่วนมากการจ้างวานนั้นจะเต็มไปด้วยเรื่องที่ผิดกฎหมาย

บอร์ดการพูดคุย มีฟอรัมและชุมชนต่างๆ ใน ​​Dark Web ที่หารือในหัวข้อต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การแฮ็กและเทคโนโลยีไปจนถึงการเมืองและทฤษฎีสมคบคิด

นอกจากนี้ด้วยความที่ Dark Web จะเป็นที่หลบซ่อนของหลายคน และไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ นอกจากจะเป็นแหล่งรวมตัวผู้ที่ทำผิดกฎหมายแล้ว บนนั้นก็ยังเต็มไปด้วยตำรวจไซเบอร์จากประเทศต่างๆ ที่ตามสืบสวนเรื่องราวต่างๆ บนนั้นด้วยเช่นกัน

ในบ้านเราเองก็เคยมีเรื่องราวโด่งดังเมื่อปี 2560 ที่ตำรวจในไทยได้จับนาย นายอเล็กซานเดอร์ แคส ชาวแคนาดา เจ้าของเว็บไซต์ Alphabay ที่เป็นเว็บไซต์แบบ Dark Web ใช้ในการค้ายาและทำสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ โดยเค้าได้มาอาศัยอยู่ในไทยมาราวๆ 7 – 8 ปีแล้ว และได้มีการร่วมมือกับตำรวจมากถึง 6 ประเทศในการเข้าจับกุมครั้งนี้

จับกุมเจ้าของคอม Blue Pearl

ตำรวจไทยจับนายอเล็กซานเดอร์ เจ้าของดาร์กเว็บ Alphabet รูปจาก Thairath

โดยเว็บ Alphabay ก็เป็นหนึ่งในเว็บไซต์ Dark Web ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาแทนที่ Silkroad ที่ถูกทลายไปแล้วก่อนหน้านี้ ในการซื้อขายก็จะใช้สกุลเงิน Digital เป็นหลักในการแลกเปลี่ยนกัน หากเพื่อนๆ ได้ยินข่าวนี้แล้วยังไม่เก็ท แต่สาย IT ที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์น่าจะรู้จักโครงการ “Blue Pearl” คอมประกอบที่แรงที่สุดในโลกที่ได้โพสต์ลงเว็บ Pantip ช่วงนั้นเกิดกระแสอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ภายหลังที่ถูกจับกุมไปแล้ว เค้าก็ได้ผูกคอเสียชีวิตในห้องขัง

เว็บ Alphabet รูปจาก Wikipedia

สุดท้าย เรื่องราวของ Dark Web ทางเราก็ไม่สนับสนุนให้ทุกคนไปลอง เพราะเต็มไปด้วยอันตรายเรื่องราวชวนหดหู่มากมายเต็มไปหมด เอาเป็นว่าฟังจากที่แอดเล่าก็เพียงพอแล้ว ถ้าเผลอเข้าไปโดยที่เราไม่รู้เรื่อง แทนที่เราจะได้เปิดหูเปิดตาแต่อาจจะได้คดีความกลับมาแทนก็เป็นได้ 


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
Shopping cart0
There are no products in the cart!
Continue shopping