อัพเกรดการป้องกันโดนแฮกอีเมลด้วย Google Authenticator

อัพเกรดการป้องกันโดนแฮกอีเมลด้วย Google Authenticator

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

หลังๆ มาการแฮกบัญชีแพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มเพิ่มขึ้นมากทุกวัน แต่ก่อนที่จะสมัครเป็นสมาชิกของแพลตฟอร์มนั้นๆ ก็เริ่มต้นมาจาก ”โดนแฮกอีเมล” เนี่ยแหละ ดังนั้นแล้วเรามาปกป้องอีเมลของเราให้ปลอดภัยจากพวกแฮกเกอร์ที่ไม่ประสงค์ดีกัน เพื่อที่จะได้ไม่เกิดผลกระทบกับบัญชีธุรกิจหรือกิจการของเราได้

โดย Google เองก็ได้เล็งเห็นถึงการโจมตีอีเมลจากผู้ไม่ประสงค์ดี ทำให้ทาง Google ได้พัฒนาเครื่องมือตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Google Authenticator เพื่อให้บัญชีของเราปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้การใส่อีเมลไว้กับ Facebook เมื่อใดที่เราโดนแฮก Facebook เราก็ยังมีอีเมลเหลืออยู่เพื่อกู้คืนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้อีกด้วย

1. Google Authenticator คืออะไร

อะไรคือ Google Authenticator

Google Authenticator คือ เครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Google ซึ่งจะเป็นตัวที่ช่วยปกป้องบัญชีอีเมลของเราให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยตัวเครื่องมือนี้จะส่งรหัสผ่านชั่วคราวหรือที่เรารู้จักกันในนาม OTP ซึ่งเป็นรหัสผ่านแบบ One – Time มีอายุ 30 วินาที เมื่อครบ 30 วินาทีแล้วระบบก็จะรีเซ็ตพาสเวิร์ดใหม่ให้

โดยตัวนี้จะเป็นการปกป้องบัญชีของเราให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หากต้องการล็อกอินใช้อีเมลแล้วนอกจากเราจะต้องกรอกรหัสผ่านของอีเมล เราก็ต้องกรอกรหัส OTP เพื่อความปลอดภัยในขั้นที่ 2 ด้วยเช่นกัน

ในกรณีที่คุณย้ายโทรศัพท์หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ก็สามารถย้าย Google Authenticator ไปใส่อีกเครื่องได้ด้วยเหมือนกัน โดนที่ไม่เกิดผลกระทบใดๆ ด้วย

2. วิธีป้องกันโดนแฮกอีเมลเบื้องต้น

ป้องกันอีเมลโดนแฮก

ใครที่ยังไม่เคยโดนแฮกก็ขอแสดงความยินดีด้วย แสดงว่าบัญชีของคุณมีความปลอดภัยในระดับหนึ่งเลยล่ะ แต่ทางที่ดีเราควรหาทางป้องกันไว้ก่อนดีกว่า เพราะเราไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าอีเมลของเราจะโดนโจมตีเมื่อไหร่ และอาจจะเกิดความเสียหายกับทรัพย์สินและผลกระทบกับตัวเราได้

ในอีกชื่อของ Google Authenticator ที่เราอาจจะรู้จักคือ 2FA ซึ่งสามารถใช้ได้หลายแพลตฟอร์ม อย่าง Facebook เองก็มีให้ยืนยันตัวตนด้วย 2FA ด้วยเช่นกัน และแนะนำว่าให้ผูกไว้จะดีที่สุด

2.1. เปลี่ยนรหัสผ่านเสียบ้าง

การเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ ก็ช่วยให้บัญชีอีเมลของเรามีความปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งการเปลี่ยนรหัสผ่านบางคนแทบอยากจะส่ายหน้าหนี เพราะคิดพาสเวิร์ดไม่ออก

ดังนั้นเราอาจจะเปลี่ยนทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี โดยพาสเวิร์ดเก่าก็ต้องพยายาม “อย่า”ตั้งให้เชื่อมโยงกับตัวเก่านะ อย่างเช่นพาสเวิร์ดเก่า ABCDE12345 พาสเวิร์ดใหม่เป็น ABCDE54321 แบบนี้เป็นต้น

2.2. ตรวจสอบอีเมลเสมอ

หากเราเข้าอีเมลด้วยอุปกรณ์ที่เป็นส่วนตัวของเราตามปกติ หรือเพิ่งซื้ออุปกรณ์ใหม่และล็อกอินอีเมล ก็จะมีอีเมลส่งมาแจ้งเตือนเกี่ยวกับการลงชื่อเข้าใช้บัญชีที่ผิดปกติ ตรงนี้หากไม่ใช่เราก็สามารถกดตรวจสอบกิจกรรมล่าสุดเพื่อเข้าไปรักษาบัญชีของเราได้

อีเมลโดนแฮก

2.3. งดใช้ Wi-Fi สาธารณะที่เราไม่รู้จัก

การใช้ Wi-Fi ในที่สาธารณะก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะเราไม่รู้ว่า Wi-Fi ตัวนั้นใครเป็นคนปล่อย และประสงค์ดีหรือไม่ โดย Wi-Fi นั้นสามารถเก็บบันทึกข้อมูลที่เราใช้งานต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่สำคัญไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้ Wi-Fi สาธารณะในการดำเนินการ

2.4. หลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะโดยไม่จำเป็น

การใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครจะติดตั้งโปรแกรมหรืออุปกรณ์อะไรแปลกๆ ไว้บนคอมพิวเตอร์รึเปล่า เพราะเดียวนี้มีโปรแกรมสำหรับดักข้อมูลต่างๆ อย่าง Keylogger ก็จะคอยดักเก็บเว็บที่เราเข้า Username และ Password ของเราที่จะส่งไปให้กับผู้ไม่ประสงค์ดี

2.5. อย่ากดโหลดหรือติดตั้งอะไรที่เราไม่รู้จัก

การติดตั้งโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่น (โดยเฉพาะ Android) ที่เราไม่รู้จัก อาจจะนำพาอันตรายมาสู่เครื่องของคุณได้ เพราะในโปรแกรมเหล่านั้นเมื่อติดตั้งแล้วอาจจะแฝงมัลแวร์หรือไวรัสต่างๆ ที่คอยเก็บข้อมูลของเราได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย ที่น่ากลัวที่สุดคือสามารถเข้าถึงการใช้งานหน้าจอของเราแบบเนียนๆ นี่แหละ

กรอบรูปสินค้า Manyframe กรอบรูปสินค้าออนไลน์ไม่ต้องจ้างกราฟิก ทำได้ผ่านทั้ง Canva Photoshop และแอพในมือถือ ตกเพียงกรอบละ 0.8 บาทเท่านั้น

3. วิธีผูก Google Authenticator กับอีเมล

ป้องกันอีเมล Google

การทำรหัสผ่านแบบ 2 ขั้นตอน ก็ทำให้บัญชีอีเมลของเราปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยสำหรับในฝั่งของ Facebook เองก็จะไม่ถูกเปลี่ยนอีเมลในรหัสได้ง่ายๆ เหมือนกัน

เพราะถ้าหากจะเข้าอีเมลของเราจำเป็นจะต้องใส่ OTP ของ Google Authenticator ที่อยู่ในเครื่องเราเสียก่อน ไม่งั้นก็หมดสิทธิ์ที่จะเข้ารหัสของเรา (ยกเว้นมิจฉาชีพส่งข้อความมาขอแล้วคุณไม่รู้นะ) และป้องกันการโดนแฮกอีเมลได้ดีอีกด้วย

งั้นมาดูขั้นตอนการผูกกันดีกว่า มีด้วยกัน 12 ขั้นตอน ถึงแม้จะดูเยอะแต่ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ทำตามภาพไล่ทีละสเตปก็สามารถทำได้ทันที

ดาวน์โหลด Google Authenticator 

For IOS 

For Android 

1. เข้าไปที่จัดการบัญชี Google ก็จะมาหน้านี้ แล้วไปเลือกที่ “ความปลอดภัย”

การใช้ Google Authenticator

2. เมื่อเข้ามาหน้าความปลอดภัยให้เลือก “การยืนยันแบบสองขั้นตอน”

แก้อีเมลโดนแฮก

3. กดเริ่มต้นใช้งานได้เลย

ใช้งาน Google Authenticator

4. ใส่รหัสผ่านของเราให้เรียบร้อยแล้วกดถัดไปได้เลย

วิธีป้องกัน Gmail โดนแฮก

5. ในขั้นนี้เราจะยืนยันโดยใช้ Google Authenticator แต่ขั้นนี้ให้เลือก Google Prompt

รับรหัส OTP Google

6. เลือกที่ Google Prompt แล้วให้เปิดเมลที่แอพพลิเคชั่น Gmail และ Login เมลที่จะผูก

เมื่อเข้าเรียบร้อยให้กดใช่ที่โทรศัพท์ของเรา อุปกรณ์ก็จะเด้งขึ้นมาตามวงในภาพเลย

google authenticator ใช้ยังไง

7. เมื่อเข้าถึงหน้านี้ให้ดาวน์โหลดเก็บไว้ในเครื่อง หากโทรศัพท์หายก็จะใส่โค้ดชุดนี้เพื่อ Login และทำการย้ายเครื่องได้ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็กดถัดไปได้เลย

google authenticator app

8. ต่อมาให้เลือก “แอป Authenticator” แล้วกดตั้งค่า ทีนี้มันก็จะเป็นหน้า QR Code ขึ้นมา

google authenticator ย้ายเครื่อง

9,10. เปิดแอพเข้ามา ให้กดปุ่มเครื่องหมาย + ด้านขวามือก่อน แล้วเลือกที่สแกนบาร์โค้ด เมื่อสแกนติดเรียบร้อย ก็จะได้ชุดตัวเลขมาอยู่ในแอพ

Google Authenticator IOS

11. ให้ไปที่หน้าเว็บเราหรือแพลตฟอร์มที่เรารอตั้งค่า Authenticator และกรอกเลขที่แสดงในแอพพลิเคชั่นลงไป “กดยืนยัน”

google authenticator คืออะไร

12. สำเร็จเสร็จสิ้น เปิดเชื่อมต่อ 2 ขั้นเรียบร้อย เท่านี้ก็สามารถใช้งาน Google Authenticator ได้เรียบร้อย

ยกเลิก google authenticator

สรุป

การยืนยันรหัสผ่าน 2 ขั้นตอนด้วย Google Authenticator ก็มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ช่วยป้องกันไม่ได้เราโดนแฮกอีเมล รวมถึงหากเราใส่อีเมลที่ป้องกันไว้ผูกกับ Facebook ถึงแม้จะถูกแฮกผ่าน Facebook ก็ยังเหลืออีเมลที่จะยืนยันตัวตน และสามารถกู้ข้อมูลโปรไฟล์ เพจ ของเรากลับมาได้ด้วย

ในฝั่งของ Facebook ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันอีเมลเพื่อไม่ให้โดนเจาะจากอีเมลเข้าไป เพราะคนส่วนใหญ่นั้นก็มักจะใช้อีเมลในการทำธุรกรรมต่างๆ รวมถึงผูกบัญชีกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ด้วย ทางที่จะป้องกันก็คือใช้รหัสผ่านที่ไม่เหมือนกันในแต่ละแพลตฟอร์ม แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ผูก Google Authenticator นี่แหละก็เวิร์คเหมือนกัน


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
วิธีใช้ Google Keyword Planner มาใช้ให้ปัง ดันธุรกิจให้ติดหน้าแรก

วิธีใช้ Google Keyword Planner มาใช้ให้ปัง ดันธุรกิจให้ติดหน้าแรก

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

สำหรับใครที่ยังไม่เคยใช้เครื่องมือฟรีดีๆ ก็ลองมาอ่าน วิธีใช้ Google Keyword Planner กันเลยดีกว่า ส่วนใครที่เคยทำ SEO อยู่แล้วก็จะคุ้นเคยกันดีกับเครื่องมือตัวนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับการทำ Google Ads และการทำ SEO SEM ในระดับที่มากพอสมควร

สำหรับใครที่คิดว่าตัวเครื่องมือนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียเงินจ่ายค่าโฆษณา และต้องมีเว็บไซต์ แต่จริงๆ แล้วยังไม่ต้องมีสิ่งเหล่านี้ก็สามารถเข้าไปใช้ฟรีๆ กันได้เลย เพียงแค่คุณมีบัญชีของ Google Ads ก็สามารถสมัครล็อกอินใช้งานได้ทันทีเพื่อใช้งาน Keywords Planner ฟรี แต่ถ้าใครยังไม่มีก็มาสมัครไปพร้อมๆ กันได้เลย

(อ่านดีๆ มี Bonus ให้ไว้ต่อยอดด้วยนะ)

1. Google Keyword Planner คืออะไร

Google Keyword ใช้ยังไง

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการทำ Google Ads บน Google ซึ่งจะใช้เว็บไซต์และข้อมูลต่างๆ ของเราในการโฆษณา โดยตัวเครื่องมือนี้จะใช้ค้นหาคีย์เวิร์ดต่างๆ เพื่อนำไปทำโฆษณา โดยเราสามารถเลือกเองได้ว่าต้องการใช้คีย์เวิร์ดใดสำหรับทำโฆษณาผ่านตัว Keywords Planner ได้เหมือนกัน

อันนี้คือตัวอย่างที่ใช้ Keyword ในการทำโฆษณา Google Ads ด้วยเว็บไซต์

วิธีทำ SEM

Trick เล็กน้อย คุณสามารถใช้เครื่องมือช่วยค้นหาอย่าง Extension Ubersuggest มาช่วยในการค้นหาได้เหมือนกัน มันจะบอกจำนวนคนค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดดังกล่าว และคำที่เกี่ยวข้องคร่าวๆ ไว้ให้คุณเอาไปต่อยอดในการขายสินค้าได้ อย่างรูปด้านล่างถ้าติด Ubersuggest แล้วเวลาค้นหาก็จะเห็นตามรูปเลย เดียวแอดจะเขียนวิธีใช้งานคู่กันให้ด้านท้ายบทความนะ

เช็คคีย์เวิร์ดด้วย Ubersuggest

Keyword Planner ก็รู้จักไปแล้ว เราก็มาทำความรู้จักกับ Keyword (คีย์เวิร์ด) กันด้วยดีกว่า

Keyword คือ คำหรือกลุ่มคำที่ผู้คนใช้ค้นหาสิ่งต่างๆ หรือถ้าเป็นผู้ที่เขียนบทความอาจจะใช้สำหรับเป็นหัวข้อที่จะเขียนเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ให้กับผู้อ่านได้รับทราบ ซึ่ง Keyword ก็สามารถแบ่งประเภทได้อีกคือ

1.1. Focus Keyword

โดยจะเป็นลักษณะคำสั้นๆ เจาะจงกับการค้นหา เช่น

เพื่อช่วยในการกำหนดหัวเรื่องในการเขียนบทความ หรือใช้สำหรับการค้นหา โดยส่วนมากมักจะใช้กับการทำ SEO มากกว่า

1.2. Longtail Keyword

เป็น Keyword ที่มีประโยคยาวๆ หรือพูดง่ายๆ ก็คือคำสร้อยหรือคำขยายความนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น

  • โฆษณา Facebook มือใหม่ทำยังไง
  • ทำเว็บ WordPress ด้วยธีมสวยๆ ฟรี
  • ขายของออนไลน์ขายอะไรดี

ประโยคที่ต่อท้ายไฮไลท์สีแดงนั้นคือคำขยายจาก Focus Keyword อีกที ซึ่งหากรวมประโยคทั้งหมดเข้าด้วยกันจะเรียกว่า Longtail Keyword นั่นเอง

โดยหลักๆ ประเภทของ Keyword ก็จะมีด้วยกัน 2 ประเภทตามที่เกริ่นไว้ตอนแรก แต่นอกจากนี้อาจจะเห็นบทความที่เขียนผิดบ้างก็เป็นได้ เนื่องจากบางทีจะมีคำผิดที่คนนิยมเขียนกันผิดบ่อยๆ จนกลายเป็นว่าคำผิดนั้นมีอัตราความนิยมในการค้นหามากกว่าคำที่เขียนถูกเสียอีก

ยกตัวอย่างเช่น Facebook หากอ้างอิงจากคำทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภาต้องเขียนว่า “เฟซบุ๊ก” แต่คนดันนิยมค้นหาด้วยคำว่า “เฟสบุ๊ค” มากกว่าเสียอีก สามารถดูได้จากด้านล่างเลย

คำค้นหา Facebook

อยากเขียน Content แต่ไม่รู้จะเขียนยังไงดี สามารถเริ่มศึกษาได้จากบทความ วิธีเขียนคอนเทนต์ให้โดนใจผู้เขียนถูกใจผู้อ่าน

สำหรับตัว Google Keyword Planner ก็สามารถใช้เช็คปริมาณคร่าวๆ ของ Keyword นั้นๆ ได้เหมือนกัน หากใครที่สมัครใหม่จะแสดงผลโดยประมาณเท่านั้น หากต้องการดูแบบตัวเลขจริงๆ ได้และมีกราฟให้ดู จำเป็นจะต้องใช้จ่ายงบโฆษณาของ Google Ads ในระดับหนึ่งก่อน แล้วทาง Google ถึงจะเปลี่ยนตัวแสดงผล Keyword Planner ให้เราโดยอัตโนมัติ

สำหรับภาพด้านล่างจะเป็นหน้า Google Keyword Planner แบบที่สมัครแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้สำหรับการยิงแอด Google มาก่อน ก็จะเป็นหน้าตาตามนี้เลย

จริงๆ มันสามารถกรองคีย์เวิร์ดการค้นหาใน Shopee และ Lazada ได้ด้วย เดียวแอดจะมาเขียนแยกวิธีการใช้งานแบบละเอียดให้อีกทีเผื่อคนที่ขายของบนแพลตตฟอร์ม eCommerce

วิธีหาคีย์เวิร์ด

2. วิธีสมัครใช้งาน Google Keyword Planner

สมัคร Google Keyword

เริ่มต้นจากการเปิดหน้าของ Google Keyword Planner ก่อน หรือจะค้นหาใน Google ก็ได้แล้วเลือกที่อันแรกเลย

หน้า Google Keyword

พอเข้ามาแล้วก็ไปคลิกที่ “เริ่มเลย” ตรงปุ่มที่อยู่ด้านขวามือ

สมัคร Google Ads

เมื่อกดเข้ามาแล้ว ก็จะเจอหน้าให้ลงชื่อเข้าใช้งาน เราสามารถกรอก Gmail ที่เรามีอยู่ผูกเข้ากับบัญชี Google Ads ก่อนได้เลย เมื่อเราล็อกอินเสร็จก็จะถูกพาไปที่หน้าเลือกบัญชี จากนั้นเราก็เลือกบัญชีที่กรอกอีเมลได้เลย

สมัคร gmail

เมื่อล็อกอินด้วยบัญชี Gmail เสร็จเรียบร้อย Google Ads ก็จะนำเรามาที่หน้าในการตั้งค่าแคมเปญ จากนั้นให้เรากดไปที่ “เปลี่ยนเป็นโหมดผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อที่เราจะใช้เฉพาะ Google Keyword Planner ส่วนแคมเปญสามารถทำทีหลังได้

ตั้งค่า Google Keyword

เมื่อเรากดที่เปลี่ยนเป็นโหมดผู้เชี่ยวชาญแล้วก็จะนำเรามาที่หน้าเป้าหมายธุรกิจเลย ต่อจากนั้นให้เรากด “สร้างบัญชีโดยไม่สร้างแคมเปญ”

วิธีใช้ Google Ads

หากเรากดสร้างบัญชีแล้ว ให้เรากดยืนยันธุรกิจโดยกดปุ่ม “ส่ง” และเมื่อกดส่งแล้วก็จะมีข้อความแสดงความยินดีที่เราสร้างสำเร็จ จากนั้นกดปุ่มสำรวจบัญชีได้เลย

google keyword planner คือ

หากเรากดปุ่มสำรวจบัญชีแล้ว มันก็จะนำเรามา Dashboard ของแคมเปญ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

แคมเปญโฆษณา Google

3. ศัพท์ที่น่าสนใจก่อนเริ่มหา Keyword

สอนใช้ Google Keyword Planner

มาดูกันดีกว่าว่ามีคำอะไรบ้างที่ต้องรู้ก่อนหา Keyword เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่ามันคืออะไร สามารถดูตามตัวเลขจากรูปด้านบนได้เลย แอดจะไล่ทีละข้อ

google keyword planner ฟรี

1. การค้นหารายเดือนโดยเฉลี่ย คือ ปริมาณการค้นหาต่อเดือนในคีย์เวิร์ดนั้นๆ อย่างคีย์เวิร์ดอาหารไทยของแอดค้นหาอยู่ที่ 10K – 100K ต่อเดือน

ตัวเลขย่อๆ ของ Google คือจำนวนเท่าไหร่

1K = 1,000

10K = 10,000

100K = 100,000

1M = 1,000,000

2. เพิ่มตัวกรอง สามารถกรองได้ว่าจะให้แสดงรายการใด เช่น การแข่งขันเราก็สามารถเลือกการแสดงผลได้ทั้ง สูง กลาง หรือต่ำ ได้

3. การแข่งขัน หมายถึง ความยากง่ายในการจัดลำดับโฆษณาสูงก็คือมีการแข่งขันในด้านพื้นที่โฆษณาสูงมากนั่นเอง

4. ราคาเสนอสำหรับด้านบนของหน้า (ช่วงต่ำ) คือ ราคา Cost Per Click แต่ละครั้งของการกดเข้าชมโฆษณาที่ถูกที่สุด

5. ราคาเสนอสำหรับด้านบนของหน้า (ช่วงสูง) คือราคา Cost Per Click แต่ละครั้งของการกดเข้าชมโฆษณาที่สูงกว่าที่ผู้ลงโฆษณาเคยจ่ายไป

6. ปรับแต่งคีย์เวิร์ด คือ เป็นการเลือกกรองเกี่ยวกับคอนเทนต์หรือคีย์เวิร์ดที่มาจากแบรนด์ใหญ่ๆ โดยตรง เช่น Facebook Amazon Google โดยจะให้รวมอยู่หรือไม่ก็ได้

7. สามารถเลือกวัน เดือน ปี ที่เกิดการค้นหาคีย์เวิร์ดได้

8. เครือข่ายการค้นหาจะมีให้เลือกเฉพาะ Google ก็ได้หรือจะเลือกทั้ง Google และพาร์ทเนอร์ก็ได้

คำเหล่านี้เป็นคำที่อาจจะต้องทำความเข้าใจ เพื่อที่เราจะได้รู้เกี่ยวกับความหมายและผลลัพธ์ที่ Google แสดง และเพื่อจะได้ใช้ Google Keyword Planner ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การใช้ Keywords Planner คุณสามารถนำหัวข้อที่เราค้นหาไปเขียนคอนเทนต์ได้อีกด้วยเช่นกัน

การเขียนพาดหัวให้ปังทำได้ไม่ยาก เพิ่มยอดขายได้ชัวร์ ก็อปวางเป็นของคุณได้ทันทีแบบง่ายๆ

4. วิธีการหา Keyword ที่ต้องการ

หาคีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO

จากหน้า Dashboard ให้เราดูที่มุมขวาบนของจอแล้วไปเลือก เครื่องมือและการตั้งค่า > การวางแผน > เครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ด

วิธีหา keyword สินค้า

เมื่อเรากดที่ “เครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ด” เรียบร้อยแล้ว ก็จะเจอกับการเลือกวิธีหาคีย์เวิร์ด ให้เราเลือกในกล่องที่วงสีแดงตามภาพด้านล่างได้เลย

หาคีย์เวิร์ดทำ SEO

พอกดเข้ามาแล้ว เราก็กรอกคีย์เวิร์ดที่เราต้องการค้นหาลงไปได้เลย อย่างในตัวอย่างแอดหาคำว่า “อาหารไทย” หากใครต้องการหามากกว่า 2 คำ ให้เรากรอกคีย์เวิร์ดคำแรกที่ต้องการแล้วกด Enter 1 ทีให้มันขึ้นเป็นสีฟ้าๆ ก่อน

จากนั้นพิมพ์อีกคีย์เวิร์ดที่เราต้องการลงไปได้เลย ทีนี้เราก็สามารถเปรียบเทียบพร้อมกันได้แล้ว ในตัวอย่างนี้แอดจะทำคีย์เวิร์ดเดียวไปก่อน จากนั้นกดดูผลลัพธ์ได้เลย

ค้นหาคีย์เวิร์ด SEO

เมื่อเรากดดูผลลัพธ์แล้วเราก็จะเห็นได้ว่าคีย์เวิร์ดที่เราหามีปริมาณการค้นหาเฉลี่ยเท่าไหร่ และคีย์เวิร์ดใกล้เคียงมีการค้นหาเป็นจำนวนเท่าไหร่บ้าง แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วสำหรับการหาคีย์เวิร์ดทำ SEO ทำบทความต่างๆ หรือแม้กระทั่งประยุกต์กับการขายสินค้า

คีย์เวิร์ดตั้งชื่อสินค้า

5. ไอเดียนำ Google Keyword Planner ไปประยุกต์ใช้

หาไอเดีย keyword

การใช้ Google Keyword Planner ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับการค้นหาเพื่อดูจำนวนเท่านั้น แต่เรายังสามารถไปประยุกต์ใช้กับอย่างอื่นได้อีกด้วย เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากเลยทีเดียว เราสามารถประยุกต์ใช้กับอะไรได้บ้างมาดูกันเลย

5.1. ประยุกต์ใช้ในการหาสินค้ามาขาย

เครื่องมือนี้สามารถบอกได้ถึงจำนวนการค้นหาต่อเดือน ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลที่เราหาได้ไปวิเคราะห์ต่อได้ว่าสินค้าตัวนี้ได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด แต่เราต้องรู้ “คีย์เวิร์ด” สินค้าที่ลูกค้าจะค้นหาด้วยนะ

แนวคิดคีย์เวิร์ด

จากในภาพด้านบน ลองค้นหาด้วยเสื้อกันฝนดู ผลปรากฏว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีการค้นหาเพียงแค่ 1 – 10K เท่านั้น แสดงว่าสินค้าตัวนี้อาจจะไม่ได้รับความนิยมในช่วงนี้ หากย้อนกลับไปช่วงเดือนกันยายนปี 2020 ช่วงนั้นความต้องการคนเยอะขึ้นอาจจะเป็นช่วงหน้าฝน ดังนั้นสินค้าตัวนี้อาจจะขายได้ช้าหน่อย หากเราเจอแล้วว่าสินค้าอะไรที่เราจะขาย เราค่อยไปหาแหล่งซื้อสินค้านั้นๆ เพื่อนำมาขายอีกทีหนึ่ง

5.2. วางแผนทำการตลาด

สำหรับธุรกิจต่างๆ ก็สามารถเอาตัวเลขเหล่านี้มาใช้คาดการณ์ประกอบกับธุรกิจของตัวเองได้เช่นกัน แต่สำหรับข้อมูลที่ได้มาอาจจะต้องใช้เครื่องมือตัวอื่นๆ ช่วยในการวิเคราะห์ด้วยเช่นกัน เพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และเป็นการช่วย Re-Check ให้มั่นใจอีกทีว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นถูกต้องหรือไม่

5.3. ช่วยทำคีย์เวิร์ดสินค้าได้

บางครั้งการจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการเราอาจจะตั้งในมุมของผู้ขาย มุมเจ้าของ แต่ไม่ได้ตั้งในมุมของลูกค้าว่ากลุ่มลูกค้าจะค้นหาด้วยคำว่าอะไร ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่คือตั้งชื่อสินค้าตามใจตัวเอง ไม่ได้ตั้งตามที่คนค้นหา ทำให้โอกาสในการมองเห็นสินค้าของเราลดลง

ตัวอย่างแอดจะลองขายตัวขยายสัญญาณเน็ต แต่ไม่รู้ลูกค้าจะค้นหาโดนคำว่าอะไรก็ลอง Search หาดูก่อนด้วยคำว่า “อุปกรณ์ขยายสัญญาณ” ปรากฏว่าคำที่แอดหานั้นคนค้นหาน้อยมาก ก็เลยไปดูแนวคิดคีย์เวิร์ดอื่นๆ ปรากฏว่า Volume น่าจะดีกว่า ก็เลยคิดจะหยิบตัวแนวคิดคีย์เวิร์ดมาใช้งาน

ในช่องการแข่งขันก็สำคัญมากนะ ยิ่งการแข่งขันสูงการค้นหาสินค้าเราก็ยากตามไปด้วย ทางที่ดีใช้คีย์เวิร์ดที่คนค้นหาในระดับหนึ่งและการแข่งขันไม่สูงก็สามารถช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

วิธีตั้งชื่อสินค้า

5.4. ใช้สำหรับทำ SEO

SEO ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บอกเลยว่ามีผลเป็นอย่างมากในการเรียก Traffic แบบฟรีๆ ให้ลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา ยิ่งเราทำ Keyword ดี สม่ำเสมอ ตรงตามหลักของ Google มากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ในการจัดอันดับก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในด้านของการมองเห็นใน Google ได้แบบระยะยาวอีกด้วยเช่นกัน โดยสำหรับ SEO ก็มักจะใช้คู่กันกับ SEM อยู่แล้วเป็นปกติ

Facebook เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถค้นหาเจอได้ด้วย Google หากโพสต์ของเราหรือเพจของเรามีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับคนค้นหาใน Google มันก็จะดึงมาแสดงด้วยหากเนื้อหานั้นตรงกับสิ่งที่คนค้นหาต้องการ แต่การทำ Facebook SEO นั้นค่อนข้างยากพอสมควร

Bonus Time แจกโบนัสให้คนอ่านถึงตรงนี้

ในโบนัสตัวนี้จะหาเครื่องมือฟรีที่ใช้สำหรับทำคู่กันกับ Google Keyword Planner เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้นเลยทีเดียว (อันนี้เป็นเทคนิคส่วนตัวของแอด สามารถเอาไปต่อยอดกันได้เลย)

ใช้งาน Google Trend คู่กัน

สำหรับใครที่คุ้นเคยกับเครื่องมือตัวนี้อยู่แล้วก็คงใช้งานได้ไม่ยากเย็น แต่ถ้าหากใครยังไม่เคยใช้แล้วไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองไปอ่านที่บทความ Google Trends เครื่องมือฟรี แต่มีพลังเยอะมาก มีทั้งการสอนวิธีใช้ และทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ สำหรับการใช้คู่กันนั้นเริ่มต้นเราอาจจะหาตัวคีย์เวิร์ดจากตัว Keyword Planner มาก่อน แล้วนำไปเช็คใน Google Trend อีกครั้งหนึ่ง

ใช้แบบ Triple Combo เพิ่มความแม่นยำ

เพื่อความชัวร์ในการเช็ค อาจจะใช้ตัว Google Keyword Planner ในการหาคีย์เวิร์ดก่อนแล้วนำไปเช็คใน Google Trend อีกครั้ง รวมถึงเพื่อให้เห็นตัวเลขการค้นหาที่พอจะอนุมานได้ก็นำ Ubersuggest เข้ามาช่วยดูข้อมูลเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง

Ubersuggest

หน้าตาของ Ubersuggest

สรุปวิธีใช้แบบ Triple Combo ง่ายๆ เลยคือ

– หาคีย์เวิร์ดจาก Google Keyword Planner ก่อนหรือ Ubersuggest ก่อนก็ได้

– เอาคีย์เวิร์ดไปเช็คใน Google Trend อีกรอบ ที่สามารถดูจังหวัดและความนิยมในการค้นหาได้

สามารถโหลด Extension Ubersuggest ให้ติดบน Google Chrome ได้เลย

Ubersuggest ตัวเครื่องมือจะอัพเดทล่าช้าประมาณ 1 – 2 เดือน ดังนั้นข้อมูลที่ได้อาจจะไม่ตรงมากนัก แต่ก็สามารถเอาตัวเลขที่ได้มาคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง

สรุป

เครื่องมือที่ได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึงวันนี้ Google Keyword Planner ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีประโยชน์รอบด้านพอสมควร แรกๆ หากใครที่สำหรับหาพวกคีย์เวิร์ดทำ SEO หาสินค้าหรือตั้งชื่อสินค้า ก็ยังสามารถเอาไปประยุกต์ต่อยอดสำหรับการทำคอนเทนต์เพื่อยิงแอดโฆษณาภายหลังได้อีก

นอกจากนี้สายพ่อค้าแม่ค้าเวลาหาสินค้ามาขายกันถ้านึกไม่ออก ก็ใช้พวกเครื่องมือเหล่านี้แหละมาช่วยในการตัดสินใจหาสินค้า หาไอเดียทำคอนเทนต์คำต่างๆ เพื่อไปใช้ในการโฆษณาได้อีก

ใครที่อ่านจบก็อยากให้เอาไปลองใช้ดู เพราะจริงๆ เครื่องมือนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด (ยกเว้นเริ่มยิง Google Ads น่าจะซับซ้อนสำหรับหลายๆ คนแน่) หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ไปไม่มากก็น้อย

บทความหน้าจะเป็นอะไร อย่าลืมติดตามข่าวสารจากเพจ มาให้อาหารสมองกันวันละนิดได้ที่เว็บไซต์และ

FB : www.facebook.com/marketinginsecret/

LINE@ : line.me/ti/p/~@marketinginsecret


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
Google Trend เครื่องมือฟรี แต่มีพลังเยอะมาก (มี Bonus ให้คนอ่าน)

Google Trend เครื่องมือฟรี แต่มีพลังเยอะมาก (มี Bonus ให้คนอ่าน)

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

เครื่องมือฟรี ที่ดีต่อใจกับสาย Content Marketing ที่จะช่วยให้ค้นหาเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันของประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อนำมาเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเครื่องมือที่ว่าก็คือ Google Trends นั่นเอง

เครื่องมือ Google Trend เป็นเครื่องมือฟรีที่ถูกพัฒนาโดย Google ซึ่งจะรวบรวมการค้นหาของผู้ใช้งานทั่วโลกว่าค้นหาเกี่ยวกับอะไร คำไหน คีย์เวิร์ดอะไรมากที่สุด และรวบรวมให้เรามาค้นหากัน โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถย้อนดูได้มากถึง 10 ปี งั้นเรามาทำความรู้จักกับเจ้า Google Trends กันดีกว่าว่าเครื่องมือฟรีตัวนี้มีอะไรดีๆ ให้เราได้ใช้ประโยชน์บ้าง

1. รู้จักกับ Google Trend เบื้องต้น

Google Trend 2021

Google Trends คือ เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มในการค้นหาของผู้ใช้งานด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการหาความต้องการ Insights ของผู้บริโภค การหาความต้องการในสินค้าหรือบริการต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือช่วงเวลาปัจจุบัน

และเครื่องมือตัวนี้ทาง Google เองก็เปิดให้ใช้งานได้ฟรี !! ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะผู้ให้บริการด้าน Search Engine ย่อมมีข้อมูลเกี่ยวกับการค้นหา รวมถึงพฤติกรรมหรือเทรนด์ต่างๆ ไว้ในมืออยู่แล้วมหาศาล

ดังนั้นแล้วเนี่ยสำหรับสาย Digital Marketing หรือจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือสาย Content ก็ไม่ควรพลาดเด็ดขาดกับเครื่องมือฟรีตัวนี้

สำหรับสาย Content หรืออยากฝึกเขียนดู ลองอ่านบทความนี้ก่อนได้ เขียนคอนเทนต์แบบไหนให้ถูกใจผู้เขียนและโดนใจผู้อ่าน

2. ประโยชน์ของ Google Trend

Google Trend สินค้า

อย่างที่เล่าไปเมื่อตอนแรกประโยชน์ของเครื่องมืออย่าง Google Trends มีมากมายมหาศาล เพราะ Google เองถือเป็นแหล่งข้อมูลแบบ Big Data ที่มีข้อมูลแทบทุกอย่างอยู่ในมือ และประโยชน์หลักๆ ที่มีคือ

1. ใช้ในการวางแผนทำคีย์เวิร์ด SEO หรือ SEM ได้ดีในระดับหนึ่ง

2. ดูแนวโน้มของตลาดสินค้าและบริการที่เรากำลังดำเนินอยู่

3. ใช้สำหรับการทำหัวข้อเขียน Content เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

4. ตรวจสอบความสนใจ ณ ช่วงเวลานั้นๆ เพื่อวิเคราะห์ธุรกิจหรือสินค้าของตนเอง

5. ใช้ตรวจสอบคีย์เวิร์ดของแบรนด์และคู่แข่งได้ถ้าหากมีการค้นหา จะค้นหาด้วยคำว่าอะไร

6. สามารถตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายจากคีย์เวิร์ดได้ว่าอยู่ในพื้นที่ไหนมากที่สุด

7. ช่วยในการวางแผนหาสินค้าหรือบริการมาจัดจำหน่ายโดยดูจากกราฟแนวโน้ม

และนี่ก็คือประโยชน์หลักๆ ของ Google Trends ที่คิดว่าเครื่องมือตัวนี้แทบจะมีประโยชน์กับทุกอุสาหกรรมเลยก็ว่าได้ ถึงแม้จะฟรี แต่คุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าเครื่องมือเสียเงินกันเลยทีเดียว แต่ถ้าจะเป็นเชิงลึกมากๆ อาจจะใช้เครื่องมือเสียเงินจะดีกว่า แนะนำว่าให้ใช้ควบคู่กันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หากใครเคยใช้ Google Trend แล้วอยากลองใช้เครื่องมือตัวอื่น ขอแนะนำ Google Keyword Planner ที่ใช้สำหรับ Google Ads แต่สามารถช่วยคุณหา Keyword สินค้าได้เหมือนกัน

3. วิธีใช้ Google Trend

Google Trend หาสินค้า

การใช้งานเครื่องมือตัวนี้ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนัก ถึงแม้ใครจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านสายวิเคราะห์ก็ใช้งานได้แบบสบายๆ งั้นเรามาดูเป็นตัวอย่างกันดีกว่า เผื่อใครที่กำลังสนใจและอยากได้ไปใช้วางแผนในการทำงานของตัวเอง

เริ่มต้นเลยให้เข้าลิงค์นี้ Google Trends เมื่อเข้ามาปุ๊บก็จะเจอหน้าตาแบบนี้เลย

Google Trends

บางครั้งมันก็จะขึ้นของต่างประเทศมาให้ อย่าลืมดูมุมขวาบนด้วยนะว่าเลือกเป็นประเทศอะไรอยู่ แล้วถ้าดูประเทศไทยก็เลือกกลับมาเป็นไทยจ้า

เมื่อเราเปิดหน้าแรกขึ้นมาแล้ว เราจะเห็นช่องให้กรอกข้อความค้นหาหรือหัวข้อที่เราต้องการค้นหา เราก็กรอกเรื่องที่เราสนใจลงไปได้เลย อย่างในตัวอย่างแอดจะลองกรอกคียเวิร์ด “วันสงกรานต์” ดู อยากรู้แนวโน้มจะเป็นอย่างไร จากนั้นให้เรากด Enter ได้เลย

วิธีใช้ Google Trend

จากรูปนี้จะเห็นได้ว่าการค้นหาเกี่ยวกับ “วันสงกรานต์” จะพีคในวันที่ 12 – 18 เมษายนปี 2563 และหากดูหางของกราฟปี 64 จะพบว่ามันค่อยๆ ขึ้นทีละน้อย เราก็อาจจะวิเคราะห์ได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ค้นหามักจะค้นหาตอนใกล้ๆ วันสงกรานต์กันมากกว่า

งั้นเราลองปรับย้อนไป 5 ปีดู ปรากฏว่าเป็นอย่างที่วิเคราะห์จริงๆ ว่าคนนิยมค้นหาในช่วงก่อนวันสงกราต์จะเริ่ม 1 สัปดาห์

กราฟ Google Trend

นอกจากนี้ Google Trends สามารถให้เราเปรียบเทียบได้สูงสุดถึง 5 คีย์เวิร์ดด้วยกัน งั้นเดียวแอดจะลองค้นหาด้วยคำว่า “ปืนฉีดน้ำ” ดู อยากรู้ว่าเค้าจะเริ่มค้นหาและมีความต้องการกันช่วงไหน เผื่อจะได้มาวิเคราะห์ตลาดได้

วิธีใช้งาน Google Trend

จากกราฟเส้นสีแดงคือการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด “ปืนฉีดน้ำ” พบว่ามันน้อยมากเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องตกใจไปคนอาจจะค้นหาด้วยคำอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปืนฉีดน้ำก็ได้ หากเรานึกคีย์เวิร์ดอะไรออกก็สามารถกดเพื่อเพิ่มการเปรียบเทียบเข้าไปได้เลย

การใช้งานเบื้องต้นก็มีประมาณนี้ ง่ายมากๆ ใส่คีย์เวิร์ดที่เราต้องการลงไปเพื่อดูว่าการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนี้มีอัตรามากน้อยขนาดไหน และน่าสนใจขนาดไหนกับกลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนี้

ประหยัดต้นทุนในการทำโฆษณาลง 30% และค้นหากลุ่มเป้าหมายให้กับธุรกิจได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย InterestPRO

4. รู้จักกับ Related Keyword

related keyword seo

Related Keyword หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ตัวนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าจะค้นหาคำว่าอะไรดี โดยเราสามารถดูได้ 2 วิธีคือ

4.1. ดูจากใน Google Trends

ให้เลื่อนลงมาที่ด้านล่างนิดนึง เราจะเจอคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้เราสามารถเอาคำเหล่านั้นมาช่วยในการค้นหาแนวโน้ม หรือกดเลือกดูแนวโน้มได้ทันที นอกจากนี้ยังบอกถึงอัตราการค้นหาด้วยว่าเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์หรือเป็นที่นิยมมากน้อยขนาดไหน

Related Keyword คือ

จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่าคนนิยมค้นหาคำว่า “วันหยุดชดเชยวันสงกรานต์” เป็นส่วนใหญ่ และเราก็สามารถปรับหัวข้อได้เหมือนกันว่าจะเลือกดูหัวข้อมาแรงหรือเป็นที่นิยมได้เหมือนกัน

และหากดูจากภาพจะมีคำค้นหามากถึง 25 รายการด้วยกันที่นิยมในการค้นหาบน Google ในช่วงนี้ เราก็เลือกคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจลองเช็คใน Google Trends เพิ่มเติมหรือลองค้นหาใน Google ดูก็ได้

4.2. การใช้ระบบ Related Keyword จาก Google

ปกติเราก็ใช้งาน Google กันเป็นประจำอยู่แล้ว การค้นหาสิ่งต่างๆ หากเราได้พิมพ์ไปใน Google ตัว AI ก็จะแนะนำคำที่นิยมค้นหาอยู่บน Google ขึ้นมาให้เราได้เห็นและสามารถจิ้มเลือกได้เลย นี่แหละคือ Related Keyword ชั้นยอดอีกตัวที่ช่วยค้นหาความต้องการของลูกค้าหรือความนิยมของสินค้าบางตัวได้

วิธีหา Keyword SEO

5. Tip&Trick เล็กๆ สำหรับการใช้ Google Trend

วิธีหาสินค้ามาขาย

การใช้ Google Trend ในการช่วยทำสิ่งต่างๆ บอกเลยสามารถใช้งานได้หลากหลาย จับผสมใช้งานควบคู่กับเครื่องมืออื่นเพื่อสร้างความแม่นยำให้กับข้อมูลได้อีกด้วย มาดูกันดีกว่าเราจะสามารถดัดแปลงและใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

5.1. Google Trends สามารถเช็คเรื่องที่คนนิยมค้นหาเร็วๆ นี้ได้ด้วย

บางครั้งเราสามารถใช้ Google ในการติดตามข่าวสารต่างๆ ณ ตอนนั้นได้เหมือนกัน เพียงแค่คุณเปิด Google Trend ในหน้าแรกขึ้นมา จากนั้นก็เลื่อนลงมาด้านล่างก็จะเจอ Recently Trending หรือคำที่คนนิยมค้นหาในช่วงนี้ได้แล้ว นอกจากนี้ยังสามารถดูคำที่นิยมค้นหาเพิ่มเติมได้ด้วย

เทรนด์ที่กำลังมา

5.2. สามารถดูการค้นหายอดนิยมประจำปีได้

เราสามารถย้อนกลับไปดูได้เหมือนกันว่าช่วงปีที่ผ่านมาหรือปีก่อนๆ คนนิยมค้นหาอะไรไปบ้าง โดยข้อมูลเหล่านี้สำหรับบางคนอาจจะไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเกิดนำมาประยุกต์ใช้แล้ว ก็สามารถนำมาอนุมานพฤติกรรมของผู้ที่ค้นหา หรือสินค้าของบริการเราได้ในระดับหนึ่ง

Google Trend คืออะไร

เราสามารถย้อนกลับไปดูได้เหมือนกันว่าช่วงปีที่ผ่านมาหรือปีก่อนๆ คนนิยมค้นหาอะไรไปบ้าง โดยข้อมูลเหล่านี้สำหรับบางคนอาจจะไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเกิดนำมาประยุกต์ใช้แล้ว ก็สามารถนำมาอนุมานพฤติกรรมของผู้ที่ค้นหา หรือสินค้าของบริการเราได้ในระดับหนึ่ง

5.3. เลือกการกรองข้อมูลได้

เราสามารถเลือกตัวกรองในการค้นหาได้เหมือนกันเพื่อให้ตรงกับความต้องการดูข้อมูลของเรา โดยเครื่องมือ Google Trend จะเอามาให้ 4 ตัวกรองคือ

– ประเทศ เราสามารถเลือกคำค้นหาในประเทศนั้นๆ ได้

– ระยะเวลาของข้อมูล เลือกได้ตั้งแต่ชั่วโมงที่ผ่านมาไปจนถึงปี 2004 นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดเองได้

– เลือกหมวดหมู่ เราสามารถเลือกได้ว่าคำค้นหาของเรานั้นจะหาอยู่ในหมวดหมู่ใด

– การค้นหา ตรงนี้จะแบ่งได้ว่าคำที่เราค้นหาใช้สำหรับค้นหารูป ค้นหาข่าวสาร ค้นหาบน Google Shopping หรือค้นหาบน YouTube

Google Trend ไทย

Bonus สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้

ถือว่าเป็นของขวัญสำหรับการอ่านบทความของแอดละกันนะครับ ตรง Bonus นี้ก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย แต่หากใครเข้าใจก็สามารถนำไปพลิกแพลงใช้งานควบคู่กับข้อมูลอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

Bonus 1 คำค้นหาสามารถแบ่งย่อยตามจังหวัดได้ด้วยนะ

บางครั้งการค้นหาส่วนใหญ่ก็มักจะมาจากกรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่บางคำอาจจะเป็นที่นิยมในต่างจังหวัดก็เป็นได้ โดยเราสามารถเลือกดูได้ว่าคีย์เวิร์ดที่เราค้นหาเนี่ย มีจังหวัดไหนบ้างที่นิยมใช้คำนี้ในการค้นหา ยกตัวอย่างคีย์เวิร์ด “อาหารสุนัข” ของแอดละกันนะ

แบ่งตามจังหวัด

จากภาพจะเห็นได้ว่าจังหวัดนนทบุรีนิยมค้นหาคีย์เวิร์ด “อาหารสุนัข” มากกว่าจังหวัดกรุงเทพฯ มากกว่าที่หลายคนคิดเสียอีกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงน่าจะต้องซื้อของพวกนี้เยอะ

ซึ่งจากการค้นหาเบื้องต้นมันจะแสดงกราฟที่เป็นเพียงภาพรวมการค้นหาของทั้งประเทศเท่านั้นว่าช่วงไหนคนนิยมหาคำๆ นี้มากที่สุด โดยตัวจังหวัดเราสามารถนำไปต่อยอดได้ในโบนัสขั้นต่อไป

Bonus 2 Google Trend + การหาสินค้ามาขาย + หาที่อยู่ของกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น

โบนัสข้อนี้ถือว่าเป็นประโยชน์กับพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างมาก และก็เหมาะสมกับธุรกิจที่กำลังหากลุ่มเป้าหมายและแนวโน้มสินค้าของตัวเองเช่นกัน โดยเราสามารถเอาตัว Google Trend ตัวนี้มาช่วยดูได้เหมือนกันว่าสินค้าที่เราอยากเอามาขายนั้นเป็นอย่างไร นิยมหรือไม่ หรือมีแนวโน้มจะไปได้ต่อ

ยกตัวอย่างเดิมอีกคือ แอดอยากขายอาหารสุนัข แต่ไม่รู้ว่าแนวโน้มเป็นยังไงบ้างก็เลยเอาไปค้นหาได้กราฟภาพรวมตั้งแต่ปัจจุบันย้อนหลังไปอีก 1 ปี

Google Trend ใช้ยังไง

จากกราฟเราอาจจะวิเคราะห์ได้ว่าตลาดยังอยู่ในระดับที่ทรงตัวอยู่ และจากภาพรวมที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีอัตราความสนใจที่ลดลงไปมากเท่าไหร่นัก ดังนั้นสินค้าอาหารสุนัขตัวนี้น่าจะไปรอด

บางครั้งแนวโน้มในอดีตก็ไม่สามารถตัดสินเรื่องในอนาคตได้ เราอาจจะต้องดูว่าสินค้านั้นๆ เหมาะกับลูกค้าจริงๆ รึเปล่า ช่วงอายุยืนยาวหรือไม่ แต่แน่นอนว่าอาหารสุนัขตัวนี้ สำหรับใครที่เลี้ยงน้องก็จะต้องมีการซื้อตลอด ดังนั้นหากมองว่าสินค้าตัวนี้จะตายหายจากตลาดน่าจะเป็นไปได้ยาก ยกเว้นแต่แบรนด์มากกว่าที่มีโอกาสสูงที่จะล้มหายไป 

ต่อมาจาก Bonus ข้อที่ 1 ที่เป็นจังหวัด เราสามารถนำมาเจาะขายให้ลูกค้าที่อยู่ในจังหวัดเหล่านี้ได้ เพราะตัวข้อมูลของ Google ค่อนข้างที่จะแม่นยำพอสมควร โดยเราสามารถนำไปเจาะได้กับทั้ง Facebook บนช่องทาง Marketplace ต่างๆ โดยลองขายแบบเจาะเข้าไปที่จังหวัดเหล่านี้ดูได้เลย

Bonus 3 Google Trend กับ Hot Trend

Hot Trend

2 ตัวที่กล่าวไว้ในหัวข้อคือตัวเดียวกัน ซึ่งสำหรับตัว Google Trend จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ค้นหา และสามารถดูได้ว่า ณ ตอนนี้มีคนค้นหาอะไรมากที่สุด แต่อาจจะไม่สะดวกมากนัก ส่วนสำหรับใครที่อยากติดตามเทรนด์ค้นหาแบบจอมอนิเตอร์ก็ลองใช้ Hot Trend ได้เลย โดยตัวนี้จะขึ้นเทรนด์การค้นหาเหมือนกับแสดงผลบนจอทีวี และแสดงผลแบบ Real – Time อีกด้วยเช่นกัน

สรุป

Google Trend เป็นเครื่องมือฟรีที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก สามารถนำมาประยุกต์ใช้ดูเรื่องที่คนค้นหายอดนิยม สำหรับสาย Content Marketing  ก็อาจจะนำหัวข้อเหล่านี้มาเขียน Content ลงบล็อก เพจ หรือเว็บไซต์ของเราเองก็ได้ และสำหรับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ก็อาจจะเอาตัว Google Trend เข้ามาช่วยในการดูแนวโน้มสินค้าจากคีย์เวิร์ดการค้นหาของผู้คน เช่น รองเท้าส้นสูง กางเกงขาสั้นผู้ขาย ไมโครเวฟ ฯลฯ

หากใครเป็นสาย SEO ก็อาจจะเอามาประยุกต์เข้ากับเครื่องมือในการวางแผนคีย์เวิร์ดต่างๆ อาทิเช่น Ubersuggest, Keysearch, Google Keyword Planner ได้อีกด้วย ทำให้แอดมองว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง และควรค่าเป็นอย่างยิ่งกับการใช้งาน หากใครยังไม่เคยได้ลองสัมผัสหรือลองใช้ หลังจากอ่านจบก็ไปลงมือทำกันได้เลย แอดว่าจะช่วยให้หลายๆ คนสะดวกในการทำงานมากขึ้นเยอะ


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
หาเพจให้เจอง่ายยิ่งขึ้นใน Facebook และ Google ด้วยการทำ SEO Facebook

หาเพจให้เจอง่ายยิ่งขึ้นใน Facebook และ Google ด้วยการทำ SEO Facebook

แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

ในทุกๆ วันเวลาจะค้นหาสิ่งใดก็มักจะ Search หาสิ่งต่างๆ บน Google กันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้บนโซเชียลมีเดียหลายๆ แพลตฟอร์มก็มีผู้ค้นหาของหรือสินค้าอยู่บนนั้นด้วยเหมือนกัน

ถึงแม้เราจะลงขายสินค้าหรือโปรโมทธุรกิจเหมือนกันแต่ถ้าไม่มีลูกค้าเห็นมันก็เท่านั้น เดียวบทความนี้เราจะมาพาทำให้ธุรกิจหรือเพจขายของบน Facebook ให้หาเจอได้ง่ายขึ้นด้วยการทำ SEO Facebook กัน

1. SEO คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรกับเรา?

SEO คืออะไร

SEO Facebook คือ การทำให้เพจ Facebook ของเราค้นหาเจอง่ายทั้งใน Facebook เองและ Google และทำให้ร้านคุณติดอันดับแรกๆ ของคีย์เวิร์ดเหล่านั้น

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับในการค้นหาของ Google เมื่อผู้ใช้งานค้นหาเกี่ยวกับ Keyword ที่เราใช้ทำ SEO ธุรกิจหรือเพจ สินค้าอะไรต่างๆ ก็จะถูกนำมาแสดงโชว์อยู่ในหน้าแรกๆ ของ Google นั่นเองแบบที่เราไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว

กระบวนการที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับได้นั้นก็จะมีในเรื่องของการปรับ On – Page, Off – Page, ความเร็วเว็บ, การเขียนบทความ, การใช้งานของผู้ชม และอื่นๆ อีกมากมาย แต่เราจะไม่พูดถึงกันในบทความนี้ เพราะว่าเราไม่ได้ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ แต่เราทำบน Facebook ต่างหาก !!!

การทำให้เว็บหรือช่องทางของเราติดอันดับในหน้าแรก มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็น และเพิ่ม Traffic ดึงเข้าช่องทางนั้นๆ ของเราได้เป็นอย่างดี นอกจากจะได้เพิ่มคนเข้าเว็บไปแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการนำเสนอสินค้าหรือบริการของเราได้อีกด้วย ดีมากๆ เลยใช่มั้ยล่ะกับการทำให้ติดหน้าแรกเนี่ย

คนส่วนใหญ่เวลาค้นหาข้อมูลบน Google กัน มักจะค้นหาไม่ค่อยเกินหน้า 3 เท่าไหร่ หรือถ้าค้นหาใน Facebook ไถได้สัก 2 – 3 วิ เมื่อไม่เจอสิ่งที่ต้องการเค้าก็จะเปลี่ยนคำค้นหาทันที

1.1. มารู้จักกับประเภท Keyword กันแบบย่อๆ สักนิด

สำหรับ Keyword ในการทำ SEO จะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Focus Keyword และ Longtail Keyword

Focus Keyword คือ คำที่เราจะใช้เป็นคีย์หลักในการทำ SEO ยกตัวอย่างเช่น ท่องเที่ยว, อาหารไทย, การตลาด ฯลฯ โดยส่วนมากเป็นคำสั้นๆ กว้างๆ เพื่อต่อยอดกระจายคีย์เวิร์ดไปยังส่วนบทความอื่นของเว็บหรือโพสต์ของ Facebook

Longtail Keyword คือ การทำคีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่, อาหารไทยยอดนิยม, การตลาดออนไลน์, การตลาดบน Facebook

หาก Focus Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินค้าของเราดูแล้วคู่แข่งแข็งแรงมากเกินไป เราอาจจะไปเก็บคีย์เวิร์ดที่เป็น Longtail เพื่อให้มันช่วยปั้น Focus Keyword รวมถึงเป็นการเก็บคีย์เวิร์ดย่อยๆ ด้วยเหมือนกัน

โจทย์ที่เราต้องทำคือ คีย์เวิร์ดอันดับของเราไม่ควรหลุดออกไปเกินหน้าที่ 2 ส่วนใน Facebook ก็ไม่ควรอยู่ไกลเกินที่เราคิดว่าลูกค้าจะไถหน้าจอมาหาเราครับ

ส่วนภาพด้านล่างบทความอยู่อันดับที่ 1 และ 2 เดียวหัวข้อถัดไปมีตัวอย่างของ SEO Facebook ให้ดู

วิธีทำเพจ Facebook ให้ปัง
วิธีทำโฆษณา Instagram

2. Facebook ทำ SEO ได้ด้วยรึเปล่า ?

ทำ SEO Facebook

จากข้างต้นแน่นอนว่าทำได้ แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการทำ + ความสม่ำเสมอในการทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการทำไม่ใช่ว่าจะเห็นผลทันทีทันใด ยกเว้นแต่ลูกค้าค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เราโฟกัสแบบเป๊ะๆ 100% อันนั้นยังไงก็ขึ้นของเราแน่นอน

Marketing In Secret

เพจ Facebook ของ Marketing In Secret เองก็อยู่ในลำดับที่ 4 เนื่องจากว่าหากเทียบปริมาณคีย์เวิร์ดที่ค้นหา กับอายุที่เพิ่งก่อตั้ง อาจจะไม่นานและคีย์เวิร์ดยังไม่แข็งแกร่งเท่าอันดับแรกๆ ฉะนั้นเราต้องทำโพสต์ที่เกี่ยวกับคีย์เวิร์ด และเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานอยากอ่านด้วยนะ มันจะช่วยเพิ่มการค้นหาให้ลูกค้าหาง่ายขึ้น

การทำ SEO ให้คิดเลยว่าเราทำเพื่อผู้อ่านเป็นหลัก ไม่ได้ทำเพื่อ Bot การทำถูกหลักการก็เป็นส่วนช่วยให้ติดอันดับได้ดีขึ้น แต่การทำให้ถูกใจคนอ่านนั้นดีที่สุด หากบทความไหนคนอ่านเยอะ Google กับ Facebook จะดึงขึ้นมาให้อยู่หน้าแรกๆ เองเพราะมันเป็นบทความที่มีคุณภาพสำหรับคนอ่าน

3. การตั้งชื่อเพจให้ค้นหาเจอบน Facebook

ตั้งชื่อเพจอะไรดี

ชื่อเพจก็เหมือนกับการเป็น Title ให้กับบทความนั้นๆ หากเปรียบเทียบกับเว็บไซต์แล้ว ตัวชื่อเพจ Facebook ก็จะเปรียบเหมือนหัว Title ในเว็บและเราก็ต้องแฝงคีย์เวิร์ดลงไปในชื่อเพจของเราด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างแอดจะใช้ Keyword คำว่า “โมเดลวันพีช” เป็นคีย์เวิร์ดหลัก

หากในบทความหัวข้อก็จะเป็น : 10 เรื่องน่ารู้สำหรับนักสะสม “โมเดลวันพีช” ที่เหล่าสาวกไม่ควรพลาดอ่าน !!

ในเพจก็ต้องดูด้วยเราทำเพจอะไร หากเราทำเพจอัพเดทเรื่องโมเดลวันพีชก็ตั้งชื่อหัวข้อให้สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดที่เราจะทำได้เลย เช่น

“ชมรมนักสะสมโมเดลวันพีช งานเรซิ่นญี่ปุ่น”

“แหล่งรวมพลนักสะสมโมเดลวันพีช

จะเห็นได้ว่าชื่อเพจที่แอดสมมติไปนั้นมีคีย์เวิร์ดคำว่า “โมเดลวันพีช” อยู่ด้วยเสมอ ซึ่งการตั้งชื่อเพจให้ตรงกับคีย์เวิร์ดที่คนจะค้นหาทั้งใน Google และบน Facebook เองก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนค้นพบเพจของเราได้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน

แจก Tip&Trick

  1. หากเป็นเพจหรือธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ แนะนำให้ทำ “คียเวิร์ด” ลงในชื่อเพจก่อน และเมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักก็ค่อยเปลี่ยนชื่อเพจเป็นชื่อแบรนด์ภายหลังได้
  2. การเก็บคีย์เวิร์ดหากมีคู่แข่งที่เราดูแล้วเค้าอยู่มานานหรือมีความแข็งแกร่งของเพจสูง ดูได้จากยอดไลค์ ยอด Engagement ต่างๆ เราอาจจะไปเล่นคำที่เป็น Longtail จะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น

Focus Keyword : โมเดลวันพีช

Longtail Keyword : โมเดลวันพีชจากญี่ปุ่น, โมเดลวันพีชเรซิ่น

รวมกลุ่มเป้าหมายของสินค้าทุกชนิดไว้ใน E-Book เล่มเดียว ยิงแอดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

โมเดลวันพีช

Google ฉลาด เค้าสามารถแยกได้ว่าคีย์เวิร์ดไหนควรแสดงเป็นรูปภาพหรือบทความ อย่างโมเดลวันพีชคนนิยมหาดูรูปภาพและเว็บมากกว่า Google จึงดึงรูปภาพและเว็บขึ้นมาเป้นอันดับแรก ส่วน Facebook ก็ดึงมาเป็นอันดับ 3

4. ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจให้มากที่สุด

ข้อมูลเพจ

ในส่วนข้อมูลธุรกิจ Facebook ก็จะมีให้เราใส่ในหน้าเพจของเรา เพื่อทำให้ลูกค้ารู้จักกับเรามากยิ่งขึ้นและรับรู้ได้ว่าเราเป็นใคร ทำอะไร และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรามีตัวตนจริงๆ ไว้ใจได้ นอกจากนี้ตรงเกี่ยวกับเราก็ควรจะใส่คีย์เวิร์ดด้วยเช่นกัน

สำคัญที่ตรง Short Description ที่ต้องเขียนให้ชัดเจน มีคีย์เวิร์ดผสมอยู่ด้วย กระชับสั้นเข้าใจง่าย ก็จะช่วยให้สร้างการรับรู้และทำให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้นเหมือนกัน

ใส่ข้อมูลเพจ Facebook

ภาพตัวอย่างจากเพจ Marketing In Secret ตรงเกี่ยวกับของเพจที่อยู่ด้านซ้ายมือของเพจ โดยในรูปใส่ข้อมูลครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และใส่คีย์เวิร์ดลงในรายละเอียดเรียบร้อย

ส่วนตำแหน่งที่ตั้งนั้นแอดตั้งใจจะให้ Google ดึงข้อมูลจาก Google My Business มาแสดงผลใน Google มากกว่าเพจ Facebook เลยไม่ได้ใส่ตำแหน่งที่ตั้งลงไป (แนะนำว่าจริงๆ ควรใส่)

5. การใส่ข้อความกำกับภาพ (Alt Text)

วิธีใส่ Alt Text ภาพ

ถึงตรงนี้บางคนอาจจะเคยเห็นมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้มันคืออะไร จริงๆ มันช่วยในเรื่องของการค้นหาในหมวดของรูปภาพได้เหมือนกัน สำหรับการทำ SEO บนเว็บไซต์จะเรียกว่า “Alt Text” แต่ถ้าบน Facebook จะเรียกว่าข้อความกำกับภาพนั่นเอง อย่างในเพจ Facebook ของ Marketing In Secret เองทุกรูปก็มีการใส่ข้อความกำกับภาพไว้ด้วยเหมือนกัน

ในการใส่ข้อความกำกับภาพเราควรที่จะใส่เป็น Keyword ทั้งแบบ Focus Keyword และ Longtail Keyword ผสมกันไป ห้าม !!! Spam Keyword โดยใช้ข้อความซ้ำๆ โดยเด็ดขาด เพราะ Google จะมองว่าเราเป็น Spam และจะไม่ยอมเอาเพจ Facebook ของเราไปแสดงอยู่ในลำดับแรกๆ ของ Google ทันที

ข้อความกำกับภาพ Facebook

ตัวข้อความกำกับภาพ Facebook ก็มีใส่ไว้ให้อัตโนมัติเหมือนกัน แต่จะดึงคำมาจาก Text ที่เราใส่ในรูปภาพ ซึ่งอาจจะไม่ใช่คีย์เวิร์ดของเราก็ได้ ดังนั้นแอดเลยเลือกที่จะใส่ข้อความกำกับภาพเอง

5.1. วิธีใส่ข้อความกำกับภาพ

ขั้นแรกให้เราไปที่เพจของเราเพื่อเลือกโพสต์แต่ละโพสต์ก่อน อย่างด้านล่างแอดเจอแล้วมีโพสต์นึงที่ไม่ได้ใส่ Alt Text ไว้ในรูปก็กดจิ้มที่รูปนี้เลย

ใส่ข้อความกำกับภาพ

ต่อมาเมื่อเปิดรูปขึ้นมาแล้ว ให้กดที่จุดไข่ปลา 3 จุดด้านขวามือแล้วเลือกไปที่ “เปลี่ยนข้อความกำกับภาพ”

แก้ Alt Text

เมื่อกดแก้ไขข้อความกำกับภาพ ก็ให้เราใส่ข้อความที่เป็นคีย์เวิร์ดของเราลงไปได้เลย จากนั้นก็บันทึก เป็นอันเรียบร้อยแล้วในการใส่ข้อความกำกับภาพ

เขียนชื่อรูปภาพ

นอกจากนี้ Facebook ได้เพิ่มลูกเล่นของ Alt Text ไปอีกขั้นหนึ่งที่จะอ่านออกเสียงข้อความกำกับภาพให้กับผู้พิการทางสายตาได้ยิน แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้เห็นมากนักเพราะยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

6. การทำเนื้อหาบนโพสต์ของเพจ Facebook

On page SEO

สำคัญมากกับการทำเพจ Facebook โดยเป็นการทำที่แบบว่าไม่ได้สั่งแต่ทำ ควรเขียนบทความหรือโพสต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเพจ เพื่อส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมาย

สำหรับแนวทางการทำเพจหลายคนก็มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพจความรู้ทั่วไป เพจขายสินค้า เพจกระแสต่างๆ เราจึงควรแยกออกมาก่อนว่าเราทำอะไร แล้วค่อยไปหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องมาทำเนื้อหา

การปรับโพสต์ใน Facebook เพื่อทำ SEO ก็จะมี Guide หลักๆ ดังนี้

  1. Title คือการจั่วหัวเรื่อง โดยในนั้นต้องมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย
  2. เกริ่นนำ คือ การเปิดหัวเรื่องนั้นๆ แบบคร่าวๆ ก่อน
  3. เนื้อหา คือ เนื้อหาหลักของโพสต์นี้ว่าคืออะไร
  4. ปิดท้ายหรือสรุป คือ เป็นการสรุปทิ้งท้ายของโพสต์นี้ว่าคืออะไร

การวางโครงเนื้อหาโพสต์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นโพสต์ยาวๆ ก็ได้ โพสต์แบบสั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย และจัดเรียงเนื้อหาให้อธิบายได้อย่างเป็นลำดับดีเหมือนกัน

นอกจากนี้อย่าลืมที่จะใส่ #Hashtag ด้วย เนื่องจากปี 2020 ที่ผ่านมาทาง Facebook เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มการมองเห็นและอัตราการค้นหาของผู้ใช้งาน ก็ใส่ Hashtag ที่เกี่ยวข้องลงในโพสต์ด้วย

จัดวาง On Page

สำหรับใครที่อยากปั้นเพจให้ปังแบบฟรีๆ สามารถอ่านบทความ 8 วิธีปั้นเพจให้โตระเบิด ได้เลย บทความนี้จะช่วยไกด์หลักใหญ่ๆ ให้ว่าควรทำอะไรบ้าง

7. เครื่องมือในการหา Keyword ไว้ทำ SEO Facebook

เครื่องมือหา Keyword

ในการหาคีย์เวิร์ดเพื่อที่จะทำ Facebook SEO หรือ SEO ต่างๆ นั้นเราก็จะใช้เครื่องมือแต่ละชนิดมาช่วยหากันทั้งนั้น เพื่อให้แม่นยำมากที่สุดในการทำ SEO นั่นเอง

โดยเครื่องมือหลักๆ ที่ใช้แบบฟรีแอดจะแนะนำให้ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน จะได้ใช้งบน้อยๆ ในการทำ แต่ถ้าหากใครอยากรีดประสิทธิภาพบางตัวหรือทำเว็บควบคู่ด้วยอาจจะซื้อมาใช้เลยก็ได้

7.1. Ubersuggest

Ubersuggest

โปรแกรม Ubersuggest ก็เป็นอีกโปรแกรมยอดนิยมในการค้นหาคีย์เวิร์ดสำหรับทำ SEO ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากว่าสามารถใช้งานได้ง่าย มีฟังก์ชันเยอะ ตั้งแต่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การหาคีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงกัน หาไอเดียทำคอนเทนต์ รวมถึงสามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ดของเว็บไซต์คู่แข่งได้อีกด้วย

แต่ข้อเสีย คือ ข้อมูลอาจจะอัพเดทล่าช้าประมาณ 1 – 2 เดือน เนื่องจากว่าต้องรอให้ Google อัพเดทข้อมูลก่อนแล้ว Ubersuggest ถึงจะอัพเดทอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ช่วยในการหาคีย์เวิร์ดดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ใช้ฟรีอาจจะลำบากนิดนึง เพราะว่าถ้าหากสมัคร Account แล้วจะค้นหาคีย์เวิร์ดได้เพียง 3 ตัวต่อวันเท่านั้น แต่ถ้าสำหรับใครที่คิดจะทำ SEO ทั้งใน Facebook และ Website ด้วยแนะนำเลยว่าให้ซื้อ ราคาซื้อถาวรไม่แพงแค่ 120USD หรือประมาณ 3667.20 บาทเท่านั้น (ค่าเงินเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563)

ราคา Ubersuggest

อีกอย่างสายฟรี อย่าเพิ่งเสียใจ!!!

แนะนำว่าสายฟรีให้โหลด Ubersuggest แบบ Extension มาติดไว้บน Google Chrome ไปเลย ทีนี้จะค้นหาอะไรก็สามารถดูได้ว่าแต่ละคีย์เวิร์ดค้นหากันประมาณเท่าไหร่

โดยการติด Extension แบบนี้จะขึ้นเป็นตารางคีย์เวิร์ดด้านขวามือให้กับเราเห็นว่ามีคีย์อะไรน่าสนใจบ้าง แบบนี้จะหาได้แบบ Unlimited แต่ถ้าต้องการดูคีย์เวิร์ดเพิ่มก็ต้องเสียเงินอยู่ดี แต่ก็ยังดีกว่าการเข้าไปหาในเว็บตรงๆ เยอะ

Google Extension

7.2. Google Keyword Planner

Google Keyword Planner

การหาคีย์เวิร์ดโดยตรงจาก Google เลย โดยการใช้บัญชีของ Google Ads ให้เป็นประโยชน์ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ยิงแอดแต่เราก็สามารถดูคีย์เวิร์ดได้เหมือนกัน และข้อมูลค่อนข้างตรงเลยทีเดียวเนื่องจากว่ามันมาจาก Google เองโดยตรง ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าไม่ตรงเท่าไหร่นัก

ข้อเสีย คือ หากเราไม่เคยยิง Google Ads เลย ในส่วนของ “การค้นหารายเดือนโดยเฉลี่ย” จะแสดงเป็นค่าประมาณแทน ต้องยิง Google Ads ไปประมาณสัก 2 – 3 ครั้ง แล้ว Google จะแสดงข้อมูลตัวเลข Volume การค้นหาให้แบบแม่นยำเอง

หากสนใจสามารถอ่านได้ที่นี่เลย : วิธีใช้ Google Keyword Planner

7.3. Google Trend

Google Trend คืออะไร

อีกเครื่องมือหนึ่งที่แอดมองว่าคุ้มค่ามากๆ หากเทียบกับหลายๆ ตัว เพราะข้อมูลทุกอย่างนั้นฟรีหมด เพียงแค่เราอยากรู้อะไรก็สามารถหาได้ใน Google Trend เลย โดยเครื่องมือตัวนี้จะรวบรวมข้อมูลของทั่วทั้งโลกเอาไว้ ฉะนั้นอย่าลืมเปลี่ยนเป็นประเทศไทยนะ

วิธีใช้ Google Trend

ใน Google Trend เองสามารถค้นหาคีย์เวิร์ดที่เราต้องการได้สูงสุด 5 คำพร้อมๆ กัน โดยสามารถเปรียบเทียบออกมาเป็นกราฟได้เลยว่าคำไหนนิยม คำไหนไม่นิยม อีกทั้งบางคนใช้กับการค้นหาสินค้าเพื่อนำมาขายอีกด้วย (แอดติดไว้ก่อนเรื่องหาสินค้ามาขาย เดียวทำบทความแยกให้จ้า)

ข้อเสียของ Google Trend ก็มีนะ

ข้อเสียหลักๆ คือตัวคีย์เวิร์ดเราต้องเดาสุ่มๆ เอา โดยตัวเครื่องมือนี้จะเป็นตัวที่เช็ค Volume และความนิยมในช่วงนั้นๆ มากกว่า แต่ถ้าประยุกต์หน่อยก็เอา Google Keyword Planner มาใช้ร่วมกัน ก็จะลบจุดอ่อนตรงนี้ได้

7.4. คำอัตโนมัติ Google Automated Complete

คีย์เวิร์ดแนะนำ Google

หลายคนอาจจะไม่รู้จักชื่อ แต่ถ้าบอกว่าคำที่ Google แนะนำอาจจะอ๋อก็ได้ มันคือการแนะนำคำที่คนค้นหาบ่อยๆ อย่างเช่น เวลาเราพิมพ์ว่าบทความ ทีนี้ Google ก็จะแนะนำคำให้เราอยู่ด้านล่าง

  • บทความการตลาด
  • บทความภาษาอังกฤษ
  • บทความ

เราสามารถเอาคำที่ Google แนะนำเหล่านี้มาใช้ในการทำคีย์เวิร์ดได้เหมือนกัน เพราะจะเป็นคำที่คนนิยมค้นหา ช่วยให้เราต่อยอดกับการทำ SEO Facebook ได้เหมือนกัน และมีหลายๆ ท่านเอาคีย์เวิร์ดเหล่านี้ ไปใช้หาของมาขายหรือดูความต้องการของลูกค้าว่าต้องการอะไร และนำสิ่งๆ นั้นมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า

สรุป

การทำ Facebook SEO บอกเลยว่ายากมั้ย? บอกเลยว่ายาก !! ด้วยปัจจุบันตลาดการโฆษณาค่อนข้างแข่งขันกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทาง Google เองก็มีรายได้จากการโฆษณาเหมือนกับ Facebook

ดังนั้นหลังๆ มาทาง Google เลยเริ่มที่จะลดหน้าการค้นหาของ Facebook ลง แต่การทำ SEO ไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะบน Google เท่านั้นแต่ยังขึ้นในแพลตฟอร์มของ Facebook เองด้วย

ถึงแม้จะใช้เวลานาน แต่ถ้าเราทำสม่ำเสมอ เชื่อเลยว่าคุ้มกว่าการที่เราไม่ทำแน่นอน เพราะเสียเวลาทำเพิ่มไม่นาน ใส่ข้อความกำกับภาพ ปรับ Layout คอนเทนต์ให้เหมาะสม ทำให้ผู้อ่านได้ย่อยง่าย แถมยังเป็นมิตรต่อการทำ SEO อีกด้วย

ถึงแม้มันจะยาก แต่ถ้าคุณเริ่มลงมือทำตอนนี้ คุณก็จะได้เปรียบกับคนที่ยังไม่ได้ทำ เพราะคนทำยังมีไม่เยอะนัก


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
Shopping cart
There are no products in the cart!
Continue shopping