Ray Kroc ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Mc Donald ฟาสต์ฟู้ดที่ครองใจคนทั่วโลก

Ray Kroc ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Mc Donald ฟาสต์ฟู้ดที่ครองใจคนทั่วโลก

จากร้านธรรมดาๆกับเมนูทั่วๆไป อย่างแฮมเบอร์เกอร์ที่ขายให้กับชาวอเมริกัน สู่ฟาสฟู้ดที่มีแฟรนไซส์มากกว่า 38,000 สาขาทั่วโลก ร้านที่ใครๆก็ต้องร้อง อ๋อ เมื่อได้ยินสโลแกน “I’m lovin it” และแน่นอนว่า แอดมินกำลังพูดถึง Mc Donald ร้านอาหารจานด่วนสัญชาติอเมริกันนั่นเองค่ะ

และชายผู้อยู่เบื้องหลังร้านฟาสต์ฟู้ด Mc Donald แห่งนี้คงจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจาก Ray Kroc (เรย์ คร็อก) หรือเรย์ แมคโดนัลด์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน เรามาทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้นกันเถอะ เรื่องราวของ Ray Kroc จะน่าสนใจขนาดไหน เขาผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะประสบความสำเร็จกับธุรกิจคู่ใจ อย่าง Mc Donald ไปตามอ่านกันเลยค่ะ

Ray Kroc ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Mc Donald ฟาสต์ฟู้ดที่ครองใจคนทั่วโลก (กดเลือกอ่านได้เลย)

วัยเด็กของ Ray Kroc

Ray Kroc เกิดใน Chicago รัฐ Illinois ประเทศสหรัฐอเมริกา พ่อของเขาทำงานให้กับบริษัท Telegraph จนสามารถไต่เต้าไปจนถึงระดับผู้บริหารได้ ส่วนแม่ของเรย์ คร็อกเป็นแม่บ้านและการเล่นเปียโนก็เป็นงานอดิเรกของเธอเช่นกัน ทำให้ Ray Kroc เรียนรู้การเล่นเปียโนจากแม่ของเขา

Ray Kroc เป็นเด็กที่มีความขยันและฉลาดตั้งแต่เด็กๆ เขามีพรสวรรค์และวาทศิลป์ในการพูดอภิปราย ชักชวน โน้วน้าวคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี ตอนช่วงมัธยม เรย์ คร็อกเคยไปทำงานพิเศษที่ร้านขายของชำและเริ่มตั้งร้านขายมะนาวเป็นของตัวเองแถวๆบ้าน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจอาหาร

ฉายแววนักขาย

Ray Kroc อายุได้ 17 ปี เขาทำงานหลากหลายอาชีพเพื่อหารายได้เสริม เช่น เป็นพนักงานขาย, รับจ้างเล่นเปียโนตามไนต์คลับในตอนกลางคืน, บางวันก็ทำงานเป็น DJ ตามสถานีวิทยุในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ เขาทำงานเยอะมากถึงขั้นเรียกได้ว่ามีงานที่ไหนเขาก็ทำหมด แม้กระทั่งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ Ray Kroc ก็เคยทำมาแล้ว 

ในวัย 21 ปี Ray Kroc ได้งานประจำที่เป็นหลักเป็นแหล่ง จากการเป็นพนักงานขายให้กับบริษัท Lily Tulip Paper Cup ที่จำหน่ายถ้วยกระดาษ ด้วยความพยายาม ความขยันและความมุ่งมั่นของ Ray Kroc เขาเดินทางไปขายถ้วยกระดาษทั่วทั้งอเมริกา จนเขากลายเป็นหนึ่งในพนักงานขายระดับตัวท็อปของบริษัทเลยทีเดียว  

หลังจากที่ Ray Kroc ทำงานขายถ้วยกระดาษมาได้ 16 ปี จนเขารู้สึกอิ่มตัว บวกกับช่วงเวลาที่เขาทำงานให้Lily Tulip Paper Cup เขาได้รู้จักกับ Earl Prince เจ้าของ Multimixer หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ milkshake mixer เรย์ แมคโดนัลด์เห็นโอกาสที่จะเติบโตในบริษัทของ Earl Prince เขาจึงตัดสินใจลาออกจาก Lily TulipPaper Cup ตอนอายุได้ 37 ปี

และได้มาเป็นพนักงาขาย milkshake mixer ให้กับบริษัท Prince Castle แทนช่วงแรกๆยอดขายเป็นไปได้สวย ยอดขายกว่า 8,000 เครื่อง ต่อปี แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาที่โดนแย่งลูกค้าจากบริษัทคู่แข่งอย่าง The Hamilton Beach drink mixers ทำให้ยอดขายเครื่อง mixers ของ Ray Kroc ตกฮวบ

Ray Kroc กับจุดเริ่มต้นของ Mc Donald

ในปี 1954 มีร้านอาหารร้านหนึ่งใน San Bernardino สั่งเครื่อง mixers ของ Ray Kroc ทั้งหมด 8 เครื่อง แน่นอนว่าจำนวนมันเยอะเกินกว่าที่เขาคิด เรย์ แมคโดนัลด์จึงรู้สึกสงสัยและตั้งคำถามขึ้นมามากมายเกี่ยวร้านอาหารแห่งนี้ เขาเลยขับรถไปที่ร้านอาหารที่มีชื่อว่า Mc Donald ซึ่งก่อตั้งโดยสองพี่น้อง Maurice กับ Richard McDonald

ร้านนี้เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1940 อาหารและเครื่องดื่มของทางร้านจะมีแค่ไม่กี่อย่าง เช่น ชีสเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ และ Milkshake

เพื่อคงคุณภาพของอาหารในราคาที่เอื้อมถึงได้  การเสิร์ฟอาหารอย่างรวดเร็วก็เป็นจุดเด่นของทางร้านด้วยเช่นกัน แฮมเบอร์ของที่นี่จะทำเสร็จไว้แล้ว และรออุ่นเมื่อมีลูกค้ามาสั่งออเดอร์ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ที่ร้านยังมี self-service counter เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการสั่งออเดอร์

the first Mc Donald

Ray Kroc เห็นโอกาสทางธุรกิจของร้าน Mc Donald จึงได้เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านเพื่อขยายสาขาต่อยอดแฟรนไชส์ ในตอนนั้น Ray Kroc มีอายุ 52 ปี จนในที่สุด ในปี 1955 เรย์ แมคโดนัลด์ก็สามารถเปิดร้าน Mc Donald ซึ่งเป็นแฟรนไชส์สาขาแรกของ Mc Donald ใน Des Plaines, Illinois ภายใต้การบริหารของ Ray Kroc และในปี 1960 เขาก็เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ Mc Donald

Mc Donald ภายใต้การบริหารของ Ray Kroc

Hamburger University by Ray Kroc

ในปี 1961 Ray Kroc ตั้งใจทำ training program ขึ้นมา ในชื่อ Hamburger University หรือมหาวิทยาลัยแมคโดนัลด์  เพื่อที่จะฝึกฝนทักษะและวิธีการที่เหมาะสมในการบริหาร Mc Donald ให้กับ Franchisees

นอกจากนั้น Ray Kroc ยังทำ Researcher and development laboratory ในการพัฒนาการทำอาหาร การแช่แข็งอาหาร การเก็บรักษา รวมถึงการเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้าอีกด้วย เรย์ แมคโดนัลด์ได้เพิ่ม counter staff เข้ามา เพื่อให้สะดวกในการรับออเดอร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบใหม่จากเจ้าของเดิมที่ให้ลูกค้าสั่งออเดอร์เองจากเคาท์เตอร์อัตโนมัติ

Ronald Mc Donald

จะเห็นได้ว่า Ray Kroc ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการของร้านฟาสต์ฟู้ดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 1963 Ray Kroc ได้เอาหุ่นตัวตลกที่มีชื่อว่า Ronald Mc Donald เข้ามาเป็นสัญลักษณ์ของร้าน Mc Donald

ด้วยความสามารถและความพยายาม Ray Kroc สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว จนในปี 1965 ร้านอาหารมีสาขาแฟรนไชส์ถึง 700 ร้าน ใน 44 รัฐ ทั่วอเมริกา  ธุรกิจของเรย์ แมคโดนัลด์เติบโตไปอย่างสวยงาม และปัจจุบันมีแฟรนไชส์มากกว่า 36,000 สาขาทั่วโลก มากกว่า 100 ประเทศ

สรุป

เป็นยังไงกับบ้างคะทุกคน  ประวัติของ Ray Kroc ทั้งในวัยเด็ก วัยทำงานและกว่าเขาจะสร้าง ปรับปรุง พัฒนา ร้านอาหาร Mc Donald ที่พวกรู้จักกันจนถึงทุกวันนี้เนี่ย Ray Kroc ผ่านอะไรมามากมายเลย

แอดมินเชื่อว่าเรื่องราวของ Ray Kroc ที่นำมาฝากกันในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนได้นะคะ กว่า Ray Kroc จะประสบความสำเร็จก็อายุ 50 กว่าๆแล้ว

เพราะฉะนั้นความสำเร็จ เขาวัดกันในระยะยาว เพียงแค่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ แอดมินเชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ค่ะ จะช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ จังหวะชีวิตของคนเราต่างกัน อย่าลืมนะคะ อายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

เรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ Mark Zuckerberg ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta

เรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ Mark Zuckerberg ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา Social Media กำลังมาแรงจนอะไรก็ฉุดไม่อยู่แล้วจ้า หลากหลายแพลตฟอร์มต่างก็พัฒนากลยุทธ์มาสู้กันแบบไม่มีใครยอมใครเลย Mark Zuckerberg ซีอีโอของบริษัทชื่อดังสัญชาติอเมริกาอย่าง Meta หรือชื่อเดิม Facebook ก็ไม่น้อยหน้าใครนะจะบอกให้ ปัจจุบันเค้าเองก็กำลังนำเทรนด์ Metaverse เข้ามาสู่ชาวโลกและเทรนด์นี้อาจจะทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ว่าได้

สิ่งแรกที่เราสังเกตุได้ ก็มาจากการเปลี่ยนชื่อบริษัท จาก Facebook เป็น Meta นั่นแหละ แต่ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกกับโปรเจคที่พี่มาร์คกำลังทำนั้น เรามาเรียกน้ำย่อยแบบพอหอมปากหอมคอ โดยการมารู้จักกับ Mark Zuckerberg อย่างละเอียดกันก่อนดีกว่าค่ะว่าเศรษฐีพันล้านผู้ทรงอิทธิพลคนนี้คือใคร ประวัติของเขาจะพิเศษขนาดไหน เขาสร้างFacebook มาได้อย่างไร อย่ารอช้า มาอ่านกันเลย ลุยยย!

มารู้จักกับประวัติของ Mark Zuckerberg กัน

Mark Zuckerberg เกิดที่เมือง Dobbs Ferry, New York ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1984 พี่มาร์คเป็นพี่ชายคนโตและมีน้องอีก 3 คน ในวัยเด็ก เขาถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบาย ครอบครัวของเขาที่มีฐานะดี โดยมีคุณพ่อเป็นหมอฟันและคุณแม่จิตแพทย์

ส่อแวว Programmer ตั้งแต่อายุยังน้อย

ความหลงใหลด้านคอมพิวเตอร์จุดประกายขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก พ่อของ Mark Zuckerberg ซื้อคอมพิวเตอร์ให้เขา ตอนที่พี่มาร์คอายุได้ 12 ปี ทำให้เขาได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมและสร้างโปรแกรมขึ้นมาเอง โดยตั้งชื่อว่า “Zucknet” เป็นโปรแกรมสำหรับส่งข้อความหากับคนอื่นได้โดยไม่ต้องตะโกนคุยกันอีกต่อไป

คล้ายๆ กับ Facebook Message หรือ Line ในปัจจุบันนั่นแหละ คุณพ่อหมอฟันก็นำเอาโปรแกรมนี้ไปใช้ในคลินิกทันตกรรม รวมถึงใช้สื่อสารกันในบ้านของพี่มาร์คเองด้วย นอกจากนั้นพี่มาร์คยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เขาพัฒนาไปเรื่อยๆ จนสามารถสร้างเกมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้

สมัย Mark Zuckerberg เป็นนักเรียนมัธยมที่ Phillips Exeter Academy เขาและผองเพื่อนช่วยกันเขียนโปรแกรมที่มีชื่อว่า “Synapse” โปรแกรมเครื่องเล่นเพลงที่สามารถเรียนรู้รสนิยมเพลงของคนฟังได้ เพื่อที่ระบบจะสามารถแนะนำเพลงตามความชอบของผู้ฟังได้อย่างเหมาะสม

ที่น่าทึ่งสุดๆ ก็คือ โปรแกรมนี้ไปสะดุดตาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ AOL เข้า พวกเขาจะขอซื้อโปรแกรม Synapse และ Microsoft ยังเจรจาว่าจ้าง Mark Zuckerberg ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยนะ แต่เขากลับปฏิเสธโอกาสนี้ไปเพราะเขาคิดว่ายังมีโอกาสที่ดีกว่านี้รอเขาอยู่

ตามรอย Mark Zuckerberg นักเขียนโปรแกรมชื่อดัง แห่งมหาลัย Harvard

หลังจากจบมัธยมที่ Phillips Exeter Academyแล้ว Mark Zuckerberg ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Harvard สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ในปี 2002 สองปีต่อมา Mark Zuckerberg ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเลิศที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฮาร์วาร์ด

ซึ่งก็คือ “CourseMatch” เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเลือกวิชาที่ตัวเองอยากลงเรียนได้ อีกทั้งยังสามารถดูจำนวนนักศึกษาที่ลงเรียนในแต่ละคอร์สได้อีกด้วย ยังไม่หมดแค่นี้นะ อีกหนึ่งโปรแกรมที่พี่มาร์คของเราเขียนก็คือ “Facemash” โปรแกรมนี้ค่อนข้าง Challenge เลยทีเดียว

เพราะพี่มาร์ค ซักเคอเบิร์ก จำเป็นต้องแฮ็คข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของ Harvard เพื่อดึงเอารูปนักศึกษามาเก็บไว้ใน Facemash โดยวิธีก็คือโปรแกรมจะสุ่มรูปนักศึกษาขึ้นมาแล้วโหวตกันว่าชอบใครมากกว่ากัน โปรแกรมนี้กลายเป็นที่นิยมในเหล่านักศึกษาฮาร์วาร์ดภายในเวลาไม่กี่วัน  

แต่…ถึงจะปังก็พังได้นะ หลังจากเปิดโปรแกรมได้ไม่นานเลย Mark Zuckerberg ก็โดนมหาลัยสั่งปิดโปรแกรมเพราะเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลและเขายังถูกกรรมการทำทัณฑ์บนอีกด้วย

จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น Facebook (Meta)

พี่มาร์คผู้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เขายังคงตั้งใจที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลนักศึกษาไว้ในเว็บอยู่ดี  พอเข้าปี 2004 ช่วงที่ Mark Zuckerberg เรียนอยู่ปี 2 เขาเขียนเว็บขึ้นมาใหม่ที่มีชื่อว่า TheFacebook.com พร้อมกับผองเพื่อนอีก 4 คน Andrew McCollum, Dustin Moskovitz, Chris Hughes และ Eduardo Saverin เรียกได้ว่าใครๆ ก็หยุดหนุ่มฮาร์วาร์ดรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้ไม่ได้จริงๆ  

โดยการก่อตั้งเว็บนี้จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาฮาร์วาร์ดกรอกข้อมูลประวัติของตัวเองลงไป  ปรากฏว่าหลังจากเปิดตัวเว็บไซต์ได้ไม่นาน มีนักศึกษามากมายแห่เข้ามาลงทะเบียนในเว็บอย่างล้นหลาม พี่ Mark Zuckerberg ก็ได้เล็งเห็นโอกาสในการเติบโต

เขาเลยขยายเว็บไซต์ไปยังมหาลัยอื่นทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดาภายในเวลาไม่กี่เดือน และเวลาต่อมา Mark Zuckerberg ตัดสินใจดรอปเรียนที่มหาลัย Harvard ไว้ก่อน เขาและเพื่อนร่วมทีมอีก4คนตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปที่ California (Silicon Valley อาณาจักรแห่ง Startup ยักษ์ใหญ่นั่นเอง)

เมื่อธุรกิจเริ่มไปได้สวย Mark Zuckerberg ก็เริ่มขยายเว็บไซต์ให้คนทั่วไปใช้งานได้ด้วย และเริ่มมองหานักลงทุนมาซัพพอร์ตธุรกิจของเขา นักลงทุนคนแรกก็คือ Peter Thiel แห่ง Paypal ยังไงล่ะ Facebook เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี  จากปี 2004 จนถึง 2022 มีจำนวนผู้ใช้ Facebook ทั้งหมดเกือบสามพันล้านคนทั่วโลก

พี่มาร์คไม่หยุดพัฒนาเพียงเท่านี้ จะเห็นได้ว่าเค้าได้ปล่อย Features ใหม่ๆ ออกมาอยู่ตลอด เช่น Tagging feature, Market Place, Facebook Chat, Video Call, 360 Degree photo feature และ feature อื่นๆ ที่

Mark Zuckerberg ไม่ได้เป็นเจ้าของแค่ Meta (Facebook)

หลายๆคนอาจจะรู้จัก Mark Zuckerberg ในตำแหน่ง CEO ใหญ่แห่งบริษัท Meta (Facebook) แต่ความจริงแล้ว พี่มาร์ค ซักเคอเบิร์ก ได้เข้าซื้อกิจการมากมาย ตัวอย่างเช่น Beluga (2011), Instagram (2012), Onavo (2013), Whatsapp (2014), Oculus VR (2014) และอื่นหลายๆ บริษัท

นักธุรกิจที่เป็นมากกว่านักธุรกิจ

ฮั่นแน่ะแค่เห็นหัวข้อก็ งง แล้วใช่ไหมคะ (แอดมินก็งงเหมือนกัน ล้อเล่นนะคะ) อย่าพึ่งหนีไปไหนกันน้า มาอ่านให้จบก่อน แอดมินจะมาเฉลยให้ฟังค่ะ หากพูดถึงนักธุรกิจหลายๆ คน ก็อาจจะนึกถึงเจ้าของกิจการที่ขายสินค้าและบริการที่ดี มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคพึงพอใจมากที่สุด

แต่สิ่งที่ Mark Zuckerberg โดดเด่นไปจากนักธุรกิจทั่วๆ ไป ก็คือเขาเป็นนักธุรกิจและนักการกุศลในขณะเดียวกัน พี่มาร์ค ซักเคอเบิร์ก และภรรยามีความตั้งใจจะทำสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ให้กับชาวโลก ทำให้ชีวิตคนอื่นๆ ดีขึ้น พวกเขาจึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิการกุศล Chan Zuckerberg Initiative ขึ้นมา “We want you to grow up in a better world than ours today “ (credit : Mark Zuckerberg and Priscilla Chan)

Mark Zuckerberg พยายามที่จะส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาทางการแพทย์ เพื่อต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บและเพิ่มความสามารถในการรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น พี่มาร์คและภรรยายังสนับสนุนการศึกษาที่เท่าเทียมกันและทำประโยชน์ให้กับสังคมอีกมากมายเลย สุดยอดเลยใช่ไหมคะ  Mark Zuckerberg นี่หล่อทั้งภายนอกและภายในเลยนะเนี่ย

Bonus! A little secret to success กุญแจสู่ความสำเร็จของ Mark Zuckerberg ถ้ารู้แล้วจะร้อง “อ๋อ” ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลอย่างที่คิด

ประตูลับสู่ความสำเร็จของ Mark Zuckerberg ก็คือ “ คุณไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก “ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การเริ่มลงมือทำ ตราบใดที่เพื่อนๆ ก้าวขึ้นบันไดขึ้นแรกแล้ว เพื่อนๆ ก็จะเห็นหนทางไปสู่บันไดก้าวที่สอง สาม สี่ ห้า ไปเรื่อยๆ ปัญหาก็คือว่าคนส่วนใหญ่กลัวความผิดพลาด ไม่กล้าออกจาก Comfort zone แต่อย่าลืมนะ คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนเคยผิดพลาดกันมาทั้งนั้น

ถ้าเพื่อนๆ อยากเป็นเหมือนพวกเขา ก็ต้องกล้าลงมือทำ กล้าคิดนอกกรอบ ถ้าผิดพลาดก็เรียนรู้ พอเพื่อนๆ ได้เริ่มบันไดขั้นที่หนึ่งแล้ว ทุกๆ อย่างก็จะตามมาเองค่ะ ยังไม่หมดเพียงแค่นี้นะคะ อีกหนึ่งเคล็ดลับของพี่มาร์คที่น่าสนใจมากๆ เลย ก็คือ เป้าหมายที่เราตั้งไว้ควรจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญกว่าตัวเราเอง Mark Zuckerberg เขาไม่ได้ต้องการจะทำบริษัทใหญ่ๆ เพื่อกำไรหรือเงินทองที่มากมายหรอกนะ

แต่เขาแค่ต้องการสร้าง Impact ให้กับสังคมค่ะ แอดมินเองมองว่าตราบใดที่เรามีเป้าที่มากกว่าทรัพย์สินเงินทอง ตั้งเป้าหมายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น หรือเป้าหมายให้คุณค่ากับคนอื่นๆ เงินทองก็ตามมาเองค่ะ

สรุป

เราเดินทางมาถึงบทสรุปกันแล้วนะคะทุกคน วันนี้เนื้อหาสาระความรู้อัดแน่นมากๆ เรื่องราวประวัติของ Mark Zuckerberg ตั้งแต่เด็กจนโต จะเห็นได้ว่า ถึงแม้พี่มาร์คจะฉายแววนักเขียนโปรแกรมตั้งแต่อายุยังน้อย  แต่เขาก็ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ลองทำอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ กว่าจะประสบความสำเร็จจนมีอาณาจักร Meta (Facebook) ที่ยิ่งใหญ่และครอบครองบริษัทอื่นๆ อีกมากมายจนถึงทุกวันนี้ หวังว่าเรื่องราวประวัติของ Mark Zuckerberg จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนได้นะคะ

5 แนวคิดที่ทำให้ประสบความสำเร็จในสไตล์ของ Elon Musk ใครอยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

5 แนวคิดที่ทำให้ประสบความสำเร็จในสไตล์ของ Elon Musk ใครอยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยได้ยินชื่อ Elon Musk อยู่บ่อยๆ ตาม Social media ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นTwitter ข่าว Facebook  ก็พี่แกเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยที่สุดในโลกยังไงหล่ะ ร่ำรวยถึงขั้นแซงหน้า Jeff Bezos เจ้าพ่อธุรกิจ Amazon ไปอย่างคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เขามีมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งหมดถึง 273 พันล้านบาท

แต่เดี๋ยวก่อน Elon Musk ไม่ได้ร่ำรวยจากบริษัท Tesla เท่านั้นนะ มีบริษัทอีกหลายบริษัทที่เขาเป็นเจ้าของรวมถึง Twitter ด้วย หลายๆคนคงจะอยากเดินตามรอยผู้ชายมากความสามารถคนนี้กันแล้วใช่มั้ยคะ

ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ เราต้องมีความคิดแบบคนที่ประสบความสำเร็จจริงมั้ย งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าไอเดียอะไรที่ทำให้เฮียแก กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จกลายเป็นมหาเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้

1. เปิดรับแนวคิดที่หลากหลายสไตล์ Elon Musk ด้วยไอเดีย Expert Generalist

คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่ากุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จก็คือการมีความรู้ที่เจาะลึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แต่ Elon Musk เขามีแนวคิดที่แตกต่างออกไป แทนจะรู้ลึกรู้จริงเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง เขาเลือกที่จะใช้เทคนิคExpert Generalist ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆก็คือการรู้กว้างและรู้ลึกในขณะเดียวกัน มีความรู้ในหลายๆสาขาด้วยความเข้าใจที่กระจ่าง ลึกซึ้ง การเปิดรับแนวคิดที่หลากหลายแบบนี้จะช่วยให้เราพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีเลยหล่ะ

2. Elon Muskมักจะเริ่มต้นจาก Basic เสมอ

ถ้าคุณอยากจะเดินได้ คุณต้องเรียนรู้ที่จะคลานก่อนจริงมั้ย กฎง่ายๆนี้เองที่สามารถนำไปประยุกต์กับหลายสถานการณ์เลย Elon Musk ย้ำเสมอว่าคุณควรที่จะเรียนรู้จากพื้นฐาน ก่อนที่จะลงมือทำอะไรที่ยากขึ้น ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ  การเรียนจากพื้นฐานก็เปรียบเสมือนกับการลงเสาเข็ม เทคอนกรีต วางโครงสร้าง ก่อนที่เราจะลงปูนสร้างบ้าน ถ้ารากฐานเรามั่งคงอะไรก็ทำให้เราล้มไม่ได้ยังไงล่ะ

3. คอนเน็คไอเดียที่หลากหลายเข้าด้วยกัน

การที่คุณมีความรู้ในหลากหลายสาขาและสามารถนำความรู้นั้นๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆที่แตกต่างจากคนอื่น เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสุดยอดของ Elon Musk เลย แต่จงจำไว้ว่าต้องเป็นไอเดียที่ทำได้จริงและก็ไม่วิชาการมากเกินไปด้วยนะ

4. ยอมรับและเรียนรู้จาก Constructive Feedback

Constructive Feedback คือ การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์นั่นเอง เป็นการให้ฟีคแบ็คที่ชี้ให้เห็นจุดอ่อน ข้อผิดพลาด รวมถึงให้แนวทางแก้ไขปัญหา มีทางออกแบบไหนบ้าง การเรียนรู้แบบนี้จะทำให้คุณได้ตระหนักข้อบกพร่อง และสามารถพัฒนาและปรับปรุงได้ดียิ่งขึ้น Elon Musk ยังแนะนำอีกว่าคุณควรที่จะเพิกเฉยต่อ Negative Feedbackการวิจารณ์เชิงลบ นอกจากจะไม่ช่วยให้คุณพัฒนาแล้วยังบั่นทอนความมั่นใจอีกด้วย

5. กล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง

ถ้าหากพูดถึงความเสี่ยง หลายๆคนก็คงจะไม่กล้าเสี่ยงเพราะกลัวผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่เป็นตามที่คุณคิดไว้ แต่ Elon Musk ได้ให้ทริคไว้ว่าคุณควรจะกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยงตั้งแต่อายยุยังน้อย เพราะมันจะสามารถทำให้คุณเอื้อมถึงความสำเร็จที่ใหญ่ขึ้นได้ Elon Musk เอง เขาก็กล้าเสี่ยงกับการทดลองรถยนต์ไร้คนขับ เรียกได้ว่าเขากล้าเสี่ยงในหลายๆเรื่องเลยล่ะ แต่อย่างไรก็ตามแอดไม่ได้แนะนำให้กล้าเผชิญความเสี่ยงโดยไม่ศึกษาหาความรู้ก่อนนะคะ คุณสามารถที่จะเสี่ยงได้แต่คุณควรจะเรียนรู้วิธีบริหารความเสี่ยงไปพร้อมๆ กันด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่จะตามมาได้

สรุป

สาระดีๆที่นำมาฝากกันวันนี้ คุณสามารถที่นำไปปรับใช้กับการใช้ชีวิต การทำงาน แม้กระทั่งการทำธุรกิจได้ ใครๆ ก็สามารถเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และประสบความสำเร็จสไตล์ Elon Musk ได้ หากคุณวีธีคิดแบบคนที่ประสบความสำเร็จ

Coca Cola บริษัทน้ำดำในตำนานที่มีอายุมากกว่า 100 ปี

Coca Cola บริษัทน้ำดำในตำนานที่มีอายุมากกว่า 100 ปี

น้ำสีดำในขวด พอเปิดปุ๊บต้องมีเสียงซ่าๆ และกลิ่นหอมของโคล่าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าใครได้ดื่มแล้วก็ต้องชอบทั้งนั้น ยิ่งเย็นๆ ซ่าๆ ได้ดื่มแล้วจะรู้สึกดีมากเป็นพิเศษ ในเรื่องนี้เราจะพาไปทัวร์กับตำนานเครื่องดื่มน้ำดำอย่าง “โคคา โคล่า” ที่มีประวัติยาวนานมากกว่า 100 ปีและเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตที่ได้รับความนิยมตลอดการ ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆ เลยทีเดียว

Coca Cola บริษัทน้ำดำในตำนานที่มีอายุมากกว่า 100 ปี (กดเลือกอ่านได้)

ประวัติ Coca Cola

ประวัติของ Coca-Cola เริ่มต้นขึ้นในปี 1886 โดยเภสัชกรที่มีนามว่า ดร. จอห์น เพมเบอร์ตัน ที่อยู่ในเมืองแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งแรกไม่ได้ตั้งใจทำเป็นน้ำอัดลมเหมือนในทุกวันนี้เลย แต่ด้วย ดร. จอร์น เพมเบอร์ตัน ตั้งใจจะคิดค้นเป็นสูตรยาเพียงเท่านั้น และส่วนผสมของมันในช่วงแรกก็จะมีโคเคนกับใบโคคาเป็นส่วนผสมหลักๆ โดยเค้าคาดหวังว่าจะช่วยรักษาอาการ “ติดมอร์ฟีน” ของเค้าได้

ผู้คิดค้นโค้ก

ดร. จอห์น เพมเบอร์ตัน

เมื่อได้โคคาโคล่าตามที่ ดร. จอห์น เพมเบอร์ตัน ได้คิดเอาไว้แล้วก็ได้เริ่มขายเป็นแก้วแรกที่ร้านขายยาชื่อว่า “เจคอบส์”ในตัวเมืองแอตแลนตา ช่วงแรกก็ไปได้ไม่สวยเท่าไหร่นัก ขายได้เพียง 9 แก้วต่อวันเท่านั้น นอกจากนี้ชื่อของ Coca Cola ถูกตั้งโดย “แฟรงค์ โรบินสัน” ที่เป็นนักบัญชีของจอห์น เพมเบอร์ตัน และถูกใช้จนมาถึงทุกวันนี้

คนตั้งชื่อโค้ก

คุณแฟรงค์ โรบินสัน

ต่อมาเภสัชกรอีกท่านที่มีนามว่า “เอซา กริกส์ แคนด์เลอร์” ก็ได้เข้าซื้อกิจการไปในราคา 2300 ดอลล่าร์สหรัฐและได้เริ่มก่อตั้งบริษัท Coca Cola ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อเอซาเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการแล้ว สิ่งแรกที่เค้าทำเลยคือ “การสร้างการรับรู้” ให้กับผู้คนให้ได้มากที่สุด โดยทำการตลาดเชิงรุกหาลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาด้วยโลโก้ของ Coca Cola ในทุกๆ ที่ที่สามารถจะใส่โลโก้ลงไปได้

นอกจากนี้สมัยก่อนเมื่อจะวางขายพวกเครื่องดื่มผสมโซดาจะถูกวางขายอยู่ในร้านขายยา มีลักษณะคล้ายกับพวกน้ำอัดลมโบราณในบ้านเรา และช่วงนั้นมีให้เลือกมากถึง 100 กว่าชนิด และเอซาก็คิดว่าเป็นไปได้ยากมากหากลูกค้าจะเลือกซื้อเครื่องดื่มอย่าง Coca Cola ตอนนั้นเองจึงได้ปิ้งไอเดียในการที่จะทำให้ลูกค้าสนใจผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเค้าได้ทำการขอรายชื่อลูกค้าประจำร้าน และมอบคูปองเครื่องดื่มให้กับลูกค้าของร้านฟรีๆ เป็นจำนวน 50 ท่าน

เมื่อลูกค้าเหล่านั้นได้ลิ้มลองแล้วก็เกิดความประทับใจอย่างยิ่ง จนทำให้เกิดการบอกต่อกันเป็นวงกว้าง และในช่วงปลายทศวรรษนี้เองทำให้ Coca Cola ได้รับความนิยมไปทั่วอเมริกา และมียอดการขายเติบโตมากถึง 4000%

ถึงแม้ว่ายอดขายจะเติบโตขึ้นมากก็ตามและได้ขยายออกไปทั่วอเมริกาแล้ว แต่ทางบริษัทเองก็ยังคงคอยใช้การตลาดเชิงรุกที่ได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยมอย่างการ “แจกคูปองเครื่องดื่มฟรี” และตกแต่งร้านด้วยธีมของ Coca Cola ที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท

เมื่อสมัยก่อนเครื่องดื่ม Coca Cola ได้มีส่วนผสมอย่าง “โคเคน” อยู่ในเครื่องดื่มด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็มีหลายคนเริ่มกังวลและตั้งคำถามมากขึ้น จนในที่สุด Coca Cola ก็สามารถกำจัดโคเคนออกได้หมด และเป็นเครื่องดื่มที่แสนอร่อยและปลอดภัยอย่างที่เราได้ดื่มมาจนถึงทุกวันนี้

 ที่มาของขวดโคคา โคล่าแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน

ขวดโค้ก

โจเซฟ ไวท์เฮดและเบนจามิน โธมัส ทนายความชาวชัตตานูกาสองคน เดินทางไปแอตแลนตาเพื่อเจรจาเรื่องสิทธิในการบรรจุขวดโคคา-โคลา และบริษัท Coca-Cola Bottling Company เริ่มให้สิทธิ์ในการขายขวดในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา และจากการที่ได้จัดจำหน่ายไปทั่วนี้เองทำให้เกิดคู่แข่งต่างๆ มากมายเต็มไปหมด

เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น Coca Cola จึงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้อีก จึงได้ติดต่อกับบรรดาโรงงานผลิตขวดต่างๆ มากถึง 8 แห่งจาก 10 แห่งทั่วอเมริกาให้ช่วยออกแบบขวดเฉพาะสำหรับโคคาโคล่า และพัฒนาขวดให้แตกต่างกับคู่แข่งคนอื่น ไม่ว่าขวดจะตั้งหรือจะนอนผู้บริโภคต้องรู้ได้ว่านี่คือโค้ก สำหรับรางวัลจากโจทย์นี้ก็คือเงิน 500 ดอลล่าร์สหรัฐ ในสมัยนั้นถือว่าเยอะมากๆ จนในที่สุดก็ได้รูปทรงขวดที่สมบูรณ์แบบ และมันยังถูกใช้มาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย

ทรงขวดโค้ก

ดีไซน์ของขวดโค้กที่ได้ออกแบบ

รวมกลุ่มเป้าหมายของสินค้าทุกชนิดไว้ใน E-Book เล่มเดียว ยิงแอดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

ฟังเรื่อง “ประวัติ Coca Cola” ผ่าน YouTube

สรุป

ถึงแม้ว่า Coca Cola เครื่องดื่มโซดาที่แสนอร่อยจะเกิดขึ้นมาจากความบังเอิญ แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนกันกว่าจะมาอยู่ในจุดที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้ ทั้งต้องใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกในการเข้าไปหาลูกค้าก่อน ไหนจะเจอคู่แข่งเลียนแบบแทบจะถูกอย่างจนนำไปสู่การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทุกธุรกิจก็ต้องล้วนพบเจอทั้งสิ้น ถ้าเกิดวันนั้น Coca Cola ไม่เปลี่ยนแปลงไป และเลือกที่จะอยู่เฉยๆ แอดว่าก็คงไม่มี Coca Cola คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้แน่นอน

อ้างอิงจาก

 

รู้จักกับ Changpeng Zhao CEO แห่ง Binance เริ่มต้นจาก 0 สู่มหาเศรษฐีหมื่นล้าน

รู้จักกับ Changpeng Zhao CEO แห่ง Binance เริ่มต้นจาก 0 สู่มหาเศรษฐีหมื่นล้าน

นาทีนี้ใครที่เป็นสาย Cryptocurrency คงไม่มีใครไม่รู้จักกับ Binance เว็บเทรดคริปโตอันดับหนึ่งของโลก (นับรวมจากการเทรดในแต่ละวัน) คนส่วนใหญ่รู้จัก CEO Binance ในนามของ Cz และมักจะใช้ Twitter เป็นช่องทางในการสื่อสารเพื่ออัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับการเทรด Crypto อยู่เป็นประจำ มาดูกันว่า Changpeng Zhao มีความเป็นมาอย่างไร ประวัติของเค้ามีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ประวัติ Changpeng Zhao

เดิมในบ้านเราก็จะมีเจ้าที่เป็นเว็บเทรด Crypto เปิดให้บริการอย่างถูกกฎหมายของประเทศไทยอยู่หลายเจ้าเช่นกัน และก็จะมี Bitkub Zipmex Satang Pro ที่คนพูดถึงและเทรดกันบ่อยในแพลตฟอร์มเหล่านี้ และพวกเขายังมีสาขาในประเทศไทยด้วยเช่นกัน แต่นอกเหนือจากนี้ก็จะมี Binance ที่นิยมเทรดกันมากกับสาย Crypto แต่รู้หรือไม่ว่าพวกเขาไม่มีสำนักงานที่ไหนในโลกเลย !!

CEO Binance

Changpeng Zhao

Changpeng Zhao เป็นชายชาวจีนเกิดในมณฑลเจียงซู  แต่ได้เกิดปัญหาขึ้นจึงได้อพยพไปที่ประเทศแคนาดา จึงต้องเริ่มสร้างตัวใหม่ขึ้น ช่วงตอนเป็นวัยรุ่นเขาได้ทำการช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวโดยการทำงานร้านขายเบอร์เกอร์และทำงานที่ปั้มน้ำมันเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ

หลังจากที่ได้เข้าเรียนมหาลัย ชางเผิงเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัย McGill คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตัวเขาเองมีความชื่นชอบทางด้านเทคโนโลยีและการเงินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของตลาดหุ้น ช่วงหลังจากที่เรียนจบก็ได้ทำงานกับ Bloomberg Tradebook ทำหน้าที่ในการพัฒนาซอฟท์แวร์ซื้อขายล่วงหน้า

หลังจากที่ได้ออกจาก Bloomberg แล้วก็กลับไปประเทศจีนที่เป็นประเทศบ้านเกิด และได้ก่อตั้ง Fusion System ขึ้นมา เป็นแอพที่ซื้อขายหลักทรัพย์มีจุดเด่นคือสามารถซื้อขายได้รวดเร็วที่สุดขึ้นมา แต่เมื่อปี 2013 ชางเผิงก็ได้ลาออกจาก Fusion System

Changpeng Zhao กับความสนใจด้าน Bitcoin

ชางเผิงได้ยินเรื่อง Bitcoin จากเพื่อนทำให้เขาเกิดความสนใจขึ้น และเริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ Bitcoin เข้าร่วมงานสัมมนาต่างๆ มากมาย จนถึงขั้นขายอพาร์ตเมนต์เพื่อซื้อ Bitcoin เป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลล่าร์กันเลยทีเดียว

ถึงแม้ช่วงนั้นเขาซื้อมาราคา 600 ดอลล่าร์ และมันก็ได้ลดลงเหลือ 200 ดอลล่าร์ เขาก็ไม่ได้ขายแต่อย่างใด และยังเก็บมาจนถึงทุกวันนี้ และตอนนั้นก็ได้ร่วมงานกับ Blockchain.info แต่ทำได้เพียงแค่ปีเดียวก็ออกไปอยู่กับ OKCoin ในฐานะ CTO (Chief Technology Officer)

ต่อมาปี 2017 ชางเผิงได้ออกจาก OKCoin และได้เปิดตัวบริษัท Binance ที่เป็นเว็บไซต์ในการเทรดคริปโต และได้เปิด ICO จนระดมทุนได้ประมาณ 15 ล้านดอลล่าร์ ด้วยความนิยมในด้าน Cryptocurrency ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่ 6 เดือน Binance ก็ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีการเทรดแลกเปลี่ยนมากที่สุดในโลกทันที (วัดจากปริมาณการซื้อขาย)

และในปี 2017 ปีเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลจีนได้เริ่มสั่งแบนด้านการแลกเปลี่ยน Crypto ขึ้น ทำให้ชางเผิงและทีมต้องย้ายไปยังโตเกียวและประเทศอื่นๆ ในเวลาต่อมา

รัฐบาลจีนประกาศเรื่อง Cryptocurrency

จากเรื่องนี้เองทำให้เห็นว่าทุกอย่างมันดูเหมาะเจาะพอดีกันไปหมด ซึ่งช่วงปี 2017 เองก็เป็นช่วงที่คนกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับ Cryptocurrency เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เพียงแค่ปัจจัยเดียวก็ไม่อาจทำให้ Binance ประสบความสำเร็จได้ แต่ชางเผิงยังได้ใช้ประสบการณ์อันมีค่าที่ผ่านมาของเขา นำมาต่อยอดร้อยเรียงและกลั่นออกมาเป็นเว็บเทรดที่เหนือกว่าคู่แข่งในหลายๆ ด้าน อาทิเช่น ความเร็วในการแลกเปลี่ยน หน้าตา UI ที่ใช้งานง่าย ค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าหลายๆ เจ้า รวมถึงปรับปรุงด้านความปลอดภัยด้วย

Binance

จากสิ่งเหล่านี้เองทำให้ Binance ได้รับความไว้วางใจและกลายเป็นเว็บเทรดอันดับหนึ่งของโลกทันที และที่สำคัญคือ Binance นั้นไม่มีบริษัทแม่ !! แต่ใช้การประชุมออนไลน์และวิดีโอคอลหากันเพื่อดำเนินงานต่างๆ พนักงานกว่า 1,700 ชีวิตก็ทำงานอยู่บ้านเช่นกัน !! ซึ่งเป็นเรื่องยากอย่างมากในการควบคุม แต่ชางเผิงก็สามารถทำมันออกมาได้

ณ ปัจจุบันข้อมูลจาก Forbes ได้ประเมินว่าเขามีทรัพย์สินมากถึง 1.9 พันล้านดอลล่าร์ เลยทีเดียว และเป็นอีกหนึ่งเคสที่น่าสนใจจากการที่ชางเผิง เจา ได้ค่อยๆ เก็บประสบการณ์และคอยพัฒนาอาวุธของตัวเอง จนในที่สุดก็สามารถสร้าง Binance แพลตฟอร์มเทรด Cryptocurrency อันดับหนึ่งของโลกและกลายเป็นเศรษฐีหมื่นล้านได้โดยเริ่มต้นจาก 0

ฟังประวัติ Changpeng Zhao ผ่าน YouTube

สรุป

กว่าจะมาเป็น Binance ได้อย่างทุกวันนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เค้าสร้างมาด้วยประสบการณ์อันแสนยาวนานรวมถึงการหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้าง Binance จนกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับเทรด Cryptocurrency อันดับหนึ่งของโลกได้

Michelin Guide & ยาง Michelin เกี่ยวอะไรกัน ? มาหาคำตอบพร้อมเจาะกลยุทธ์การขาย

Michelin Guide & ยาง Michelin เกี่ยวอะไรกัน ? มาหาคำตอบพร้อมเจาะกลยุทธ์การขาย

แอดมี 2 คำถามจะถามผู้ชมว่า คุณรู้จักยางรถยนต์มิชลินรึเปล่า ? แล้วรู้จัก Michelin Star หรือไม่ ? ถ้าให้แอดเดา ทุกคนที่ดูคลิปนี้คงรู้จักอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน โดยเฉพาะตัวมาสคอสประจำแบรนด์ยางรถยนต์มิชลินอย่าง “มิชลินแมน” หรือภาษาอังกฤษชื่อว่า บีเบนดัม (Bibendum) มีลักษณะตัวขาวๆ เหมือนสวมยางรถยนต์ไว้รอบตัว หลายคนคงเคยผ่านตากันมาบ้าง แล้วคุณรู้อีกหรือไม่ว่ามิชลินสตาร์และยางมิชลินคือเจ้าของเดียวกัน ? งั้นแอดจะเล่าประวัติให้ฟังกันแบบคร่าวๆ และเจาะกลยุทธ์การขาย

ประวัติเบื้องต้นบริษัทยาง Michelin

บริษัทมิชลินก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1888 หรือประมาณ 133 ปีที่แล้ว โดยมีสองพี่น้องอย่าง อังเดร และ เอดูร์อาร์ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา และภายใน 5 ปีก็ได้พลิกโฉมหน้าของวงการยางรถยนต์ทั่วโลกเลยทีเดียว

โดยปกติแล้วสมัยนั้นยางรถยนต์รวมถึงจักรยานจะเป็นยางที่ติดกาวเข้ากับวงล้อ เมื่อมันเกิดปัญหาขึ้นจะทำการซ่อมได้ยากมาก และอังเดรได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้จึงทำให้เกิดยางแบบเป่าลมขึ้น และได้นำไปใช้กับนักแข่งจักรยานครั้งแรก ผลปรากฏว่านักแข่งคนนั้นได้อันดับที่ 1 ซึ่งเข้าเส้นชัยห่างกับที่ 2 ถึง 8 ชั่วโมง !!

ในยุคนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มิชลินมุ่งเน้นผลิตยางสำหรับรถยนต์ แต่มีผู้ใช้งานรถยนต์ในประเทศไม่เกิน 3000 คันเท่านั้น ทางมิชลินมีความต้องการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่ใช้รถยนต์และซื้อล้อยาง จึงได้เริ่มจัดทำ Michelin Guide ขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยจะบอกถึงแผนที่ วิธีเปลี่ยนยาง ร้านอาหารที่ควรไปทาน สถานที่เติมน้ำมัน และโรงแรม จนเจ้า Michelin Guide Book ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

Michelin Guide Map

แผนที่แสดงถึงจุดต่างๆ รูปภาพจาก Michelin

จนในที่สุด Michelin Guide Book ก็ได้ประสบความสำเร็จ และเริ่มจำหน่ายหนังสือหลังจากที่แจกฟรีมากว่า 20 ปี นอกจากนี้ยังติดหนึ่งในหนังสือขายดีระดับโลกอีกด้วย เมื่อสร้างอิทธิพลจากข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหารของคู่มือมิชลินแล้ว จึงได้จัดตั้งทีม “นักชิมลึกลับ” หรือปัจจุบันเรียกว่า “ผู้ตรวจสอบร้านอาหาร” ขึ้นมา

สิ่งที่ทำให้มิชลินประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

การเพิ่มผู้ใช้งานก่อนยอดขาย

ในยุคนั้นคนใช้รถยนต์ยังมีจำนวนที่น้อย และตรงนี้เองสิ่งที่มิชลินมองก็คือ การเพิ่มจำนวนผู้ใช้รถยนต์มากกว่าการเพิ่มยอดขาย เพราะช่วงนั้นคนยังไม่เห็นถึงคุณประโยชน์รถยนต์มากเท่าที่ควร จึงทำให้เกิด Michelin Guide Book ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว จึงทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมากในแง่ของการเพิ่มผู้ใช้รถยนต์ จากตรงนี้เองทำให้ยางมิชลินขายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีคนใช้รถยนต์เพิ่มและเมื่อเกิดยางแบน สิ่งที่คนนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือโฆษณายางที่อยู่ในหนังสือ Michelin Guide นั่นเอง

2. การฟังเสียงลูกค้า

ความสำคัญของการทำการตลาดเลยคือ “การฟังเสียงของลูกค้า” ช่วงที่ Michelin Guide ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทำให้หลายคนได้พูดถึงร้านอาหารหรือสถานที่ที่ตนเองถูกใจ และทาง Michelin ก็ได้รับฟังข้อมูลเหล่านั้น เมื่อมีข้อมูลมากพอจากกลุ่มลูกค้าและแฟนๆ ของ Michelin Guide แล้ว จึงทำให้เกิดไอเดียในการสร้าง “นักชิมลึกลับ” หรือปัจจุบันเรียกว่า “ผู้ตรวจสอบร้านอาหาร” ขึ้นมา โดยมีมาตรฐานที่สูงมาก เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างแท้จริงและเป็นการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับทั้งลูกค้าและ Michelin Guide Book มากขึ้นไปอีก รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นคือยิ่งทำให้ยางรถยนต์ของ Michelin ขายดีมากขึ้นด้วย

3. การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

ในยุคนั้นกว่าจะซ่อมยางรถยนต์หรือรถจักรยานที่แบนแต่ละทีต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการซ่อม ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาอย่างมากสำหรับช่างที่ทำหน้าที่เปลี่ยนยาง เพราะยางรถจะถูกติดกาวไว้กับล้อทำให้มันไม่หลุดออกจากกันได้ง่าย จากปัญหาตรงนี้เองทำให้อังเดรและเอดูร์อาร์คิดแก้ไขปัญหา Pain Point จนกลายเป็นยางรถยนต์แบบสูบลมจนทำให้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์และรถจักรยานทั่วโลกได้สำเร็จ

คอร์สเรียนยิงโฆษณา Facebook พร้อมของแถมเฉพาะนักเรียนและเทคนิคพิเศษมากมาย

Michelin Guide Book กับยางรถยนต์ Michelin

จากที่แอดได้อธิบายมาจะเห็นว่า Michelin Guide Book ถ้าฟังหรืออ่านเผินๆ แล้วดูไม่มีสาระสำคัญอะไรหรือดูแล้วไม่น่าจะสร้างยอดขายให้กับยางได้มากขนาดนี้ แต่การที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับร้านอาหารหรือสถานที่ต่างๆ ทำให้ผู้คนเกิดความต้องการรถยนต์และออกเดินทางกันมากขึ้น และยังมีการแฝงโฆษณายางของมิชลินไปในตัวทำให้ผู้อ่านค่อยๆ ซึมซับเข้าไป จนในที่สุดเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์แล้วยางแบน คนก็จะนึกถึงมิชลินเป็นอันดับแรกนั่นเอง

Michelin Guide

ความหมายของดาวมิชลิน ที่มาจาก Michelin Guide

ฟังเรื่อง “Michelin Guide & ยาง Michelin เกี่ยวข้องกันอย่างไร” ผ่าน YouTube ?

สรุป

สำหรับใครที่อ่านจนจบแล้ว เทคนิคเหล่านี้เราสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจหรือการขายของก็ย่อมได้ เพราะเป็นเทคนิคที่ดีอย่างมาก และประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ โดยเฉพาะการฟังเสียงลูกค้าที่เราเก็บ Feedback และนำไปปรับปรุงได้มากเท่าไหร่ มันย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจได้อย่างมากแน่นอน

Shopping cart
There are no products in the cart!
Continue shopping