ส่วนใหญ่ปัจจุบันเวลาเราจะดึงให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการทั้งในช่องทาง Offline และ Online ก็จะเกิดมาจากการที่เรานำเสนอผ่านช่องทางอย่างโซเชียลมีเดียเพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้า โดยใช้การบอกผ่านด้วยวิธีการเขียน Content (คอนเทนต์) เพื่อบ่งบอกเกี่ยวกับตัวเรา สินค้า บริการ เรื่องราวต่างๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้รู้จักกับเรามากยิ่งขึ้น

การทำ Content นั้นก็เหมือนกับการที่เราต้องการเล่าสิ่งต่างๆ ประสบการณ์ ความรู้ การแนะนำสิ่งต่างๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของเราได้รับข้อมูลนั้นไป และสำหรับคอนเทนต์หากแบ่งย่อยลงไปอีกก็จะมีอีกเยอะมากมายมหาศาลมากเช่นกัน เดียวไปอ่านกันต่อได้เลย

1.คอนเทนต์คืออะไร

คอนเทนต์คืออะไร

Content หรือ คอนเทนต์ คือ เนื้อหาที่เป็นการอธิบายเกี่ยวกับแบรนด์ ธุรกิจ ประสบการณ์ รายละเอียดสินค้าบริการ และบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร วิดีโอ หรือรูปภาพ ทั้งนี้การทำคอนเทนต์ก็มีหลากหลายรูปแบบ และการทำคอนเทนต์ก็สามารถทำได้ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

การทำคอนเทนต์โดยทั่วไปส่วนมากคนคิดว่าจะเขียนกันเป็นตัวอักษร บอกเล่าสิ่งต่างๆ อธิบายเรื่องต่างๆ แบบยืดยาว แต่ก็ยังมีคอนเทนต์ประเภทภาพ วิดีโออีกด้วยเช่นกัน

กินอาหาร

คอนเทนต์วิดีโอจากช่อง Peach Eat Laek

จุ๊บปาจุ๊บ

คอนเทนต์ภาพนิ่ง ที่มาจาก : AdsForum

รวมสายบันเทิง

คอนเทนต์วิดีโอจากช่อง Fail Army

JBL

คอนเทนต์ภาพนิ่ง ที่มาจาก : adsotheworld

จากตัวอย่างเหล่านี้ก็นับเป็นคอนเทนต์ชนิดหนึ่งเช่นกัน ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องทำคอนเทนต์ให้เป็นตัวอักษรเพียงอย่างเดียวเสมอไป ก็เปรียบเสมือนกับการที่เราต้องการสื่อสารกับฝ่ายตรงข้าม แต่แค่เลือกวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจเรานั่นแหละ

2. ประเภทหลักๆ ของ Content (คอนเทนต์)

ประเภทคอนเทนต์

คอนเทนต์ส่วนใหญ่ที่เราเขียนกัน หากสังเกตให้ดีนั้นจะถูกจัดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือคอนเทนต์ตามกระแส ที่จะอัพเดทกันในช่วงนั้นๆ หากพูดถึงทีหลังก็อาจจะไม่ได้รับความนิยม และคอนเทนต์แบบไม่มีวันหมดอายุ ไม่ว่าเวลาจะนานแค่ไหน คนก็ยังค้นหาคอนเทนต์นั้นอยู่ งั้นเรามาขยายความกันดีกว่าว่าแต่ละตัวเป็นอย่างไรบ้าง

2.1. Topical Content หรือคอนเทนต์ที่เป็นกระแส ณ ขณะนั้น

Topical Content

เกี่ยวข้องกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารต่างๆ หรือเรื่องเกี่ยวกับพวกเทคโนโลยีล่าสุด เทรนด์ล่าสุด หรือสิ่งที่คนกำลังพูดถึงเป็นอย่างมากในช่วงขณะนั้น

ข้อดีของการทำคอนเทนต์แบบ Topical คือ

สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาในการทำไม่นานมากนัก เพราะแทบไม่ต้องหาข้อมูลใดๆ มาประกอบให้มากมาย เนื่องจากว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่มีความซับซ้อนน้อย ต้องการความรวดเร็วมากกว่ารายละเอียดเป็นหลัก การทำ Topical Content จะได้ Traffic จากที่ต่างๆ เยอะขึ้น รวมถึงยังมีปริมาณผลิตเนื้อหาที่มากกว่าเนื่องจากว่าในวันๆ หนึ่งอาจจะมีเรื่องที่เป็นกระแสหลายเรื่องก็ได้

ข้อเสีย

“กระแสมีขึ้น ก็ย่อมมีลง” แน่นอนว่าอะไรที่เป็นกระแส เดียวแปบเดียวก็จะผ่านไป อย่างเช่นกระแสเรื่อง “แหวนและกำไลข้อมือที่เหมือนสาย Cable Tie ” ของแบรนด์หนึ่ง ซึ่งหลายคนกล่าวถึงกันไม่กี่วันกระแสก็หายไปแล้ว ดังนั้นยากพอสมควรที่คนจะกลับมาค้นหากระแสเก่าๆ เหล่านั้น

ตัวอย่างประเภทที่เอามาทำ Topical Content ได้

ข่าวใหม่

คอนเทนต์อัพเดทข่าวสาร Twitter Space

แฟชั่นแปลก

ตัวอย่างคอนเทนต์อัพเดทแฟชั่นแปลกๆ จาก Supreme

เทรนด์ทวิต

คอนเทนต์เทรนด์ฮิตแชร์ห้อง Clubhouse ที่น่าสนใจ ขอขอบพระคุณภาพจากแอคเคาท์ @ClubhouseTH

การทำ Topical Content อาจจะต้องดูบทบาทของเว็บไซต์หรือเพจของเราก่อนว่าเราวางตัวตนเป็นแบบไหน ถ้าหากเราเขียนบล็อกแนวข่าวสาร ก็อาจจะเน้นไปที่คอนเทนต์แบบกระแสเป็นหลัก มี Evergreen บ้างประปราย หรือถ้าหากคุณเป็นสายพวกธุรกิจจริงจัง การบริการหรือทำบล็อกท่องเที่ยว ก็อาจจะใช้ Evergreen เป็นหลักและมี Topical Content บ้างประปรายก็ได้

2.2. Content แบบ Evergreen หรือคอนเทนต์ที่ไม่มีวันหมดอายุ

Evergreen Content

“Evergreen Content คือ การเขียนคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีการค้นหาอยู่ตลอดเวลา” หรือเราจะนับว่าเป็นคอนเทนต์ที่มีความสดอยู่ตลอดเวลา มีความแตกต่างกับ News Content ที่จะเขียนให้เหมาะเป็นความสดในปัจจุบัน แต่พอนานวันเข้าก็จะไม่มีใครสนใจอีก

พอได้ยินคำว่า “เขียนคอนเทนต์ที่สดใหม่ตลอดเวลา” อาจจะฟังดูยาก แต่ความจริงไม่ได้ยากขนาดนั้น เราสามารถยกเรื่องใกล้ตัวมาเขียนได้อย่างมากมาย รวมถึงความรู้ทั่วๆ ไปก็สามารถแปลงให้มาเป็น Evergreen Content ได้ด้วยเช่นกัน

ข้อดีของ Evergreen Content

ด้วยความที่เป็นคอนเทนต์ไม่มีวันหมดอายุ และมีความสดใหม่ตลอดเวลา เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับสายทำ SEO เพราะจะช่วยดึง Traffic ให้เข้าเว็บเราได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม และเป็นการทำคอนเทนต์ที่ยั่งยืนอย่างดียิ่งสำหรับกลุ่มสายเว็บไซต์ บล็อกต่างๆ ด้วยเช่นกัน

ข้อเสียของ Evergreen Content

การผลิต Everygreen Content แต่ละชิ้นใช้เวลาค่อนข้างนาน ต้องรวบรวมข้อมูลให้ถูกต้องและเรียบเรียงออกมาเป็นเนื้อหาที่มีความยาวมากกว่า Topical Content พอสมควร นอกจากนี้การทำช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่สามารถเห็นผลเรียก Traffic คนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มได้มากเท่ากับคอนเทนต์แบบกระแส

คอร์สเรียนแต่งรูปง่ายๆด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่ได้รูปมือโปร เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ

ตัวอย่างการทำคอนเทนต์แบบ Evergreen

FBads2021

สอนทำ Facebook Ads ปี 2021 จากเว็บ Marketing In Secret

Shopee Blog

10 วิธีดูแลสุขภาพตนเอง บทความจาก Shopee Blog

บทความต้นไม้

 7 ต้นไม้ดูดสารพิษ บทความจาก Kapook.com

หากเรามุ่งมั่นที่จะทำคอนเทนต์แบบ Evergreen แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความอดทน เพราะมันจะไม่เห็นผลเลยทันที แต่ในระยะยาวนั้นสามารถช่วยให้เว็บหรือบล็อกของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงแน่นอน

2.3. แล้วทำคอนเทนต์แบบไหนดีระหว่าง Topical Content Vs Evergreen Content

เขียน Content แบบไหน

หากต้องการทำ SEO ก็แนะนำว่าเลือกเป็น Evergreen Content จะดีกว่า เพราะจะเหมาะกับการทำ SEO ที่สุด เนื่องจากว่าเป็นคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คนค้นหาตลอดเวลา ไม่ว่าจะนานแค่ไหนคนก็ยังต้องการอ่านข้อมูล

แต่ถ้าต้องการ Traffic ก็เลือกเป็น Topical Content เพราะคนจะค้นหาอะไรที่เป็นกระแสในช่วงนั้นๆ ทำให้เราได้ Traffic ที่ดีมากยิ่งขึ้น

สำหรับแอดมองว่าทำควบคู่กันไปดีที่สุด แล้วเราก็เป็นคนกำหนดเองว่าบทบาทของเราเหมาะกับคอนเทนต์ประเภทไหน เราก็วางแผนจัดการว่าเราจะเน้นตัวไหนเป็นหลัก แล้วทำไปเรื่อยๆ

แน่นอนว่าหากเราผสมผสานใช้ทั้งคู่จะส่งผลดีต่อตัวเราทำให้เราเขียนคอนเทนต์ได้ตลอดแล้ว คนที่เข้ามาอ่านก็ยังรู้สึกว่าไม่น่าเบื่อที่จะต้องมีแต่ความรู้ด้วยเช่นกัน

3. ประเภทรูปแบบย่อยของคอนเทนต์

รูปแบบ Content

นอกจากจะมีกรอบหลักอย่าง 2 หัวข้อด้านบนแล้ว ยังมีย่อยๆ ลงมาอีกมากมาย แต่แอดจะขอเน้นที่คนมักนิยมใช้ให้เป็นหลัก เกรงว่าถ้ายกมาทั้งหมดแล้วจะยาวไปมากกว่านี้ และจะเบื่อกันแน่นอน งั้นเรามาเริ่มกันเลย

3.1. รูปแบบการนำเสนอของคอนเทนต์

รูปแบบการนำเสนอคอนเทนต์หลักๆ ที่ใช้กันอยู่ก็จะมี 4 แบบด้วยกันคือ

Content แบบ Entertain

คอนเทนต์ Entertain

เป็นคอนเทนต์ที่คนนิยมทำกันมากหลายๆ เพจ ไม่เพียงแม่แต่เพจขายของ แต่ก็ยังมีในระดับธุรกิจใหญ่ๆ ที่ก็ทำคอนเทนต์ประเภทนี้เหมือนกัน ตัวอย่างคอนเทนต์แบบเอ็นเตอร์เทน เช่น ทำคลิปแกล้งคน การเล่าเรื่องราวน่ารักของสัตว์เลี้ยง ภาพมีมประกอบเนื้อหา เป็นต้น

เขียน Content แบบ Convince

เขียนโน้มน้าว

การทำคอนเทนต์แบบโน้มน้าวใจ เป็นการทำโฆษณาหรือสื่อสารเนื้อหาให้ผู้ที่ได้อ่าน ได้เห็น เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมและคล้อยตามไปด้วย เช่น โฆษณาขายสินค้าจำพวกครีม สินค้าสายมูเตลูต่างๆ

เขียน Content แบบ Inspire

แรงบันดาลใจ

เห็นได้แทบจะทุกเพจเลยก็ว่าได้สำหรับคอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจ สำหรับคอนเทนต์แบบนี้ก็ถือว่าดีไม่น้อยเพราะว่าได้ส่วนร่วมค่อนข้างมาก เพราะทำให้ผู้อ่านได้แง่คิดดีๆ เพื่อนำไปปรับใช้กับตนเอง และรู้สึกมีแรงผลักดันในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นนั่นเอง

ทำ Content แบบ Educate

ให้ความรู้

เป็นคอนเทนต์ที่ให้ความรู้เป็นหลักทั้งหมด อย่างคอนเทนต์ของเว็บ Marketing In Secret เองก็เน้นเป็น Hub ที่จะรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับตลาดออนไลน์ให้ผู้คนได้อ่านกันแบบฟรีๆ และนำไปประยุกต์ใช้ คอนเทนต์แบบนี้ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้เวลารวบรวมพอสมควร และยังเป็นการมอบสิ่งดีๆ ให้กับผู้อ่านของเราได้อีกด้วย

การเขียน Content แบบ Sale

Content ขาย

เขียนคอนเทนต์แบบขาย เห็นได้มากที่สุดสำหรับคอนเทนต์ประเภทนี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มขายของออนไลน์ ที่มุ่งเน้นด้านยอดขาย ไม่ได้มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมหรือความจงรักภักดีมากนัก

การขายก็มีแบ่งอีก 2 แบบ (ขอสรุปสั้นๆ ดูแล้วชักจะยาวไปเดี่ยวเบื่อกันก่อน)

การขายแบบ Emotional หรือขายแบบเน้นอารมณ์ (ไม่ใช่หงุดหงิดนะ) เป็นการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ในการซื้อสินค้าเป็นหลัก ตัวอย่างง่ายๆ เช่น สินค้า A ลดราคา 90% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี ระยะเวลาโปรแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น บางคนได้อ่านปุ๊บก็รีบซื้อปั้บ เพราะกลัวว่าจะไม่ทัน บางคนก็ซื้อโดยที่ไม่รู้จะเอามาทำอะไรด้วยซ้ำ

โดยส่วนมากจะเห็นคอนเทนต์ลักษณะนี้ในช่องทาง Marketplace เป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับในแอดโฆษณา Facebook หรือเว็บไซต์ ก็ยังพอพบเจอได้บ้าง ที่แอดเจอส่วนมากจะเป็นพวกอาหารหรือของใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่า

Emotional

สินค้าบางตัวที่ลง Flash Sale ของ Shopee ก็จัดเป็น Emotional ได้เหมือนกัน ซึ่งในนั้นจะมีผสมผสานทั้ง Emotional และ Functional

การขายแบบ Functional เน้นการใช้งานเป็นหลัก เหมาะสำหรับสินค้าที่มีราคาแพง เพราะคนมักจะไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่จะเน้นการใช้งานมากกว่า เช่น เครื่องฟอกอากาศ รถยนต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

Functional

Content ส่วนใหญ่ของ Apple ก็เป็นแบบ Functional เพราะลูกค้าต้องการรายละเอียดเพื่อตัดสินใจซื้อ

3.2. ประเภทสื่อนำเสนอคอนเทนต์

นอกจากเรื่องที่จะนำเสนอแล้ว โดยปกติก็มักจะมีสิ่งต่างๆ ที่ใช้ประกอบการเขียนคอนเทนต์ของเราหรือไม่ก็ใช้สื่อต่างๆ ในการเล่าเรื่องแทนเนื้อหาที่จะเขียนได้ โดยหลักๆ ที่นิยมใช้จะมีเหมือนกับตัวอย่างในรูปเลย.

การนำเสนอ

4. เขียน Content แบบไหนดี? 

เขียนอะไรดี

เริ่มต้นก่อนการจะเขียนคอนเทนต์นั้นให้เราดูบทบาทของเพจเราก่อนว่าวางไว้อย่างไร กลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร แล้วลองคิดดูว่าบทบาทเราเป็นแบบนี้ ควรเขียนคอนเทนต์แบบไหนดีให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกเพจของเราอ่านแล้วรู้สึกใช่ และรู้สึกว่าการติดตามเราไม่ผิด เนื้อหาไม่ออกทะเล

ยกตัวอย่างเช่น

เราทำเพจเกี่ยวกับสอนออกกำลังกาย กลุ่มเป้าหมายเราแน่นอนคือกลุ่มคนที่รักสุขภาพ ชื่นชอบการออกกำลังกาย หรือกำลังมองหาวิธีที่ช่วยสร้างหุ่นในอุดมคติของตัวเอง แนวการทำคอนเทนต์ของเราก็ควรเป็นแบบ “วิธีการทานอาหารให้เหมาะสมกับการออกกำลังกาย ออกกำลังกายท่าไหนดี” ฯลฯ

แต่ถ้าเราทำเพจเกี่ยวกับสอนออกกำลังกาย แต่ดันเขียนคอนเทนต์แบบ “6 สถานที่ท่องเที่ยว หรือการเลี้ยงดูลูกที่ถูกต้อง” แบบนี้มันก็จะดูผิดบทบาทเพจไม่เข้ากันไปหน่อย อาจพาลไปถึงลูกเพจของเราจะเลิกติดตามก็ได้ เพราะเค้าติดตามเราไม่ใช่ต้องการคอนเทนต์แบบนี้ แต่ต้องการคอนเทนต์ออกกำลังกายต่างหาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงไม่ได้เลยนะ

ส่วนถ้ามองไปถึงเรื่องของการเขียนคอนเทนต์แบบ Topical หรือ Evergreen ดี ส่วนตัวแอดมองว่า Social Media อาจจะเหมาะกับ Topical มากกว่า ส่วนเว็บไซต์หรือ Blog นั้นจะเหมาะกับ Evergreen เพื่อทำ SEO แต่ทั้งนี้ก็ใช้ผสมผสานกันได้ทั้งในโซเชียลหรือเว็บเอง ไม่มีผิดไม่มีถูก แล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล และการประยุกต์ใช้

เพจเกม

คอนเทนต์ของเพจเกมที่ถูกกับบทบาทเพจ

สูตรอาหาร

เพจเกมโพสต์สูตรอาหาร ดูแปลกๆ จากบทบาทเพจไปหน่อย

5. หาไอเดียการเขียน Content ไม่ให้ตัน

หาไอเดีย

การทำคอนเทนต์พอเริ่มทำไปสักพัก ก็จะเริ่มตันแน่ๆ แล้วคนอื่นที่ทำคอนเทนต์เหมือนกับเราเค้าเอาไอเดียมาจากไหนกัน อันนี้เดียวแอดแนะนำทริคส่วนตัวให้และอาจจะไปประยุกต์ใช้กันดู

1. หาอ่านกระทู้พันทิป

พันทิปเป็นแหล่งรวมความรู้ต่างๆ นาๆ ชั้นเยี่ยมจากกูรูท่านต่างๆ มากมาย (บางครั้งอาจจะเจอกระทู้แปลกๆ) ซึ่งจากกระทู้เหล่านั้นแน่นอนว่าต้องมีสักหัวข้อที่สามารถช่วยจุดประกายไอเดียให้คุณได้

2. Pinterest

บางคนมองว่า Pinterest คือเว็บที่ทำเกี่ยวกับรูปภาพ นั่นก็ถูกแต่จะเป็นรูปภาพในลักษณะของการสร้างแรงบันดาลใจมากกว่า เราสามารถเอาไอเดียจากรูปภาพเหล่านั้นมาประยุกต์เป็นคอนเทนต์ของเราได้ เช่น เจอรูปกราฟิตี้ เราก็พอนึกหัวข้อที่จะเขียนได้แล้วเช่น ต้นกำเนิด Graffiti มาจากไหน หรือ Graffiti คืออะไร เป็นต้น

3. YouTube

ใน YouTube ก็มีช่องต่างๆ ให้เราเลือกดูอย่างมากมายตั้งแต่วิดีโอบันเทิงไปจนถึงความรู้แบบจริงจังเลยก็มี เราก็เลือกดูได้เลยหากเรากำลังหาไอเดียเรื่องอะไรก็ลอง Search ใน YouTube ดูเป็นแนวทางได้

4. Podcast

ช่วงนี้อยู่ในยุคเติบโตของ Podcast เลยจริงๆ หากกำลังหาไอเดียแต่ไม่ว่างที่จะนั่งดูหรือทำนุ่นทำนี่อยู่ เราก็สามารถเปิดฟัง Podcast ได้ทั้งบนรถ ตอนกินข้าว หรือตอนอาบน้ำก็ยังทำได้ !!! บนนั้นก็มีหลากหลายเรื่องราวสนุกๆ ไว้เป็นข้อมูลทำคอนเทนต์ได้เหมือนกัน

5. การสงสัยทำให้เกิดคำถามและคอนเทนต์

บางทีการที่เราสงสัยก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ นอกจากนี้เมื่อเราได้เรียนรู้แล้วเราก็สามารถแบ่งปันกับผู้อื่นได้เช่นกัน อย่างเช่นใน YouTube ช่อง BossKerati ที่เป็นช่องเกี่ยวกับความบันเทิง โดยทำวิดีโอคอนเทนต์แบบสงสัยอะไรก็หาคำตอบเลย จนได้คลิปสนุกๆ มากมายเต็มช่องไปหมด

6. ไม่รู้จะเขียนอะไรก็ถามลูกเพจหรือกลุ่มเป้าหมายซะเลย

เขียนไปหมดทุกอย่างจนไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว ก็ถามผู้อ่านเลยว่าอยากจะอ่านเรื่องอะไรเป็นพิเศษ แล้วอันไหนน่าสนใจเราก็หาข้อมูลมาเขียนให้กับกลุ่มเป้าหมายหรือแฟนเพจของเราได้เลย ง่ายมักๆ !!

พันทิป Podcast Youtube Pinterest

6. Social Media ควรเขียน Content เหมือนหรือต่างกัน

คอนเทนต์ Social

สำหรับช่องทางอย่างโซเชียลมีเดียหลักๆ ในไทยที่จะใช้กันก็จะมีอยู่ประมาณ 6 – 7 ตัวในบ้านเรา แต่ละช่องทางนั้นพฤติกรรมของผู้ใช้งานก็แตกต่างกันไปอีก ดังนั้นแล้วในเรื่องของคอนเทนต์อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแพลตฟอร์มที่เราจะสื่อสารด้วยเช่นกัน

คอนเทนต์ฝั่ง Social

สรุป

คอนเทนต์ คือ สิ่งที่เราต้องการสื่อสารกับลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย ด้วยการส่งมอบประสบการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ ด้วยการเขียนบทความ วิดีโอ รูปภาพ ไปยังกลุ่มคนนั้นๆ และยังสามารถแบ่งคอนเทนต์ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ สำหรับใครที่อ่านบทความนี้หวังว่าจะได้มีความเข้าใจกับเนื้อหาที่จัดเต็มมากๆ และแน่นสุดๆ ยังไงการทำคอนเทนต์ก็คงอยู่กับเราไปตลอด แต่เราก็จำเป็นต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับช่วงยุคสมัยนั้นๆ ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นหากเราไม่ปรับตัวเราก็ไม่อาจยืนอยู่ในใจของลูกค้าเราได้แน่นอน

Shopping cart
There are no products in the cart!
Continue shopping