เชื่อเลยว่าคนส่วนใหญ่อย่างน้อยเกินครึ่งที่เพิ่งจะเริ่มขายของ หรือเริ่มขายมาใหม่ๆ คงคิดไม่ออกแน่ว่าจะหาสินค้าจากที่ไหนดีหรือหาสินค้าจากที่ไหนมาขายเพิ่ม ตรงนี้จัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ๆ ให้กับหลายคนได้ปวดหัวนอนก่ายหน้าผากกันไปไม่น้อยเลยทีเดียว งั้นเดียวมาแชร์ 10 ไอเดียแหล่งหาดูสินค้ามาขายกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

เริ่มต้นขายสินค้าหาจากไหนดี ? กับ 10 ไอเดียแหล่งหาดูสินค้ามาขาย (กดเลือกอ่านได้)

สั่งของจากจีน

ด้วยการเข้าถึงด้านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้การสั่งของจากต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป โดยเฉพาะในจีนที่มีผู้ขายสินค้ามากกว่า 60% (ข้อมูลจาก Priceza.com) นำเข้ามาจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ เพราะด้วยราคาสินค้าที่ถูก และคุณภาพก็พอกับราคา ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่คุณสามารถหาของถูกๆ คุณภาพตามราคามาขายได้เช่นกัน

เว็บไซต์ยอดนิยมสินค้าจีนก็จะมี 1688 Aliexpress Tmall Alibaba เป็นต้น

2. Shopee

ขายของบน shopee

อันนี้เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้วกับ Shopee และเมื่อเวลาซื้อสินค้าก็มักจะเข้าเป็นอันดับแรกๆ เสมอ สินค้าบน Shopee เรียกได้ว่าเยอะมากๆ แทบจะมีทุกอย่างที่เราต้องการ (ยกเว้นของผิดกฎหมายนะ) เราก็สามารถเข้าไปดูสินค้าเป็นไอเดีย แล้วนำมาเปรียบเทียบราคาเพื่อหาแหล่งอื่นๆ ที่ถูกกว่ามาขายได้เช่นกัน หรือจะลองคุยกับร้านเพื่อซื้อครั้งละเยอะๆ ต่อรองราคาก็ยังทำได้เหมือนกัน

3. Lazada

ขายของบน lazada

อันนี้ก็รู้จักกันดีเหมือนกัน โฆษณามาทีไรแอดแทบจะร้องเพลงตามได้ละ (เข้าเรื่องๆ) บน Lazada ปัจจุบันร้านค้าจากจีนมาเปิดบนฝั่งไทยค่อนข้างเยอะ และราคาก็แทบไม่ต่างจากสั่งสินค้าจากจีนหากเราสั่งเป็นปริมาณไม่เยอะ อันนี้ก็เหมาะกับการส่องหาสินค้าเพื่อมาขาย และไว้สำหรับไปหาต่อในเว็บของจีนได้เผื่อใครที่ยังจับทางภาษาจีนไม่ถูก นอกจากนี้ก็ไม่ต่างจาก Shopee ที่มีสินค้าเยอะมากๆ ขายอยู่บน Lazada และเราก็ยังนำมาเปรียบเทียบราคากับแหล่งอื่นๆ ได้เช่นกัน

4. JD Central

jd central

ต้องบอกเลยว่า JD Central เป็นแหล่งรวมสินค้าของแท้ 100% ไว้บนแพลตฟอร์ม บน JD Central ก็จะโดดเด่นในเรื่องของสินค้า IT ต่างๆ มากมาย เราอาจจะต่อยอดโดยการมองสินค้าเหล่านั้น และลองดูว่าสินค้าที่ขายอยู่มันจะมี Gadget เสริมอื่นๆ ให้เล่นแตกต่างกับคนอื่นได้หรือไม่ เพราะกลุ่ม Gadget ตลาดบนที่ต่างๆ ก็เติบโตไม่น้อยอยู่เหมือนกัน

5. Google Trend

google trend คือ

อย่าพึ่งงงกันนะ ตัว Google Trend ก็สามารถเอามาวิเคราะห์หาสินค้าได้เหมือนกัน โดยเราอาจจะ Search หาด้วยชื่อสินค้า หรือลักษณะของสินค้านั้นๆ บน Google Trend เพื่อเช็คว่าตอนนี้คนนิยมสินค้านี้หรือไม่ หากใครยังไม่เคยใช้งาน และอยากศึกษาการใช้แบบเจาะลึก ไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่  Google Trend เครื่องมือฟรี แต่มีพลังเยอะมาก (มี Bonus ให้คนอ่าน)

6. TikTok

tiktok

เชื่อว่าหลายคนคงเล่นกันอยู่แล้ว บนนั้นก็จะมีวิดีโอแบบสั้นๆ ทั้งเรื่องบันเทิง รวมถึงการขายสินค้าอยู่บน TikTok ด้วยเหมือนกัน ข้อดีคือเราจะเห็นวิดีโอที่คนเค้าลงเพื่อรีวิวสินค้าสั้นๆ ทำให้เราเข้าใจได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ทำให้เราได้ไอเดียไว้สำหรับต่อยอดได้ดีอีกช่องทางหนึ่งเลยทีเดียว

7. Facebook

เพจ facebook

การเลื่อน Facebook เราก็จะเจอโฆษณากันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าใครกำลังมองหาสินค้าเพื่อนำมาขายลองไปกดติดตามเพจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เราอยากขายดู เผื่อเป็นแนวทางให้เราคิดว่าจะขายตัวนี้ยังไง ดีหรือไม่ เพื่อที่จะได้ช่วยเป็นตัวเลือก และเป็นไอเดียให้เราด้วย

ไม่สนับสนุนให้ก็อปรูป ก็อปคอนเทนต์กันนะ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว มันยังดูไม่ดีอีกด้วย

8. Facebook Group

กลุ่ม facebook

กลุ่มขายสินค้าใน Facebook มีเยอะแยะมากมาย และมีคนโพสต์สินค้าขายอยู่อย่างเยอะแยะ ตรงนี้เราก็สามารถเข้าไปส่องได้เช่นกันว่าขายอะไร และลองไปค้นหาสินค้าที่ใกล้เคียงกันได้ตามช่องทางอื่นๆ หรืออตามร้านค้าต่างๆ ได้เหมือนกัน

9. โฆษณาบน Facebook

โฆษณาบน facebook

หากนึกไม่ออกเราก็สามารถไปดูโฆษณาที่ยิงแอดมาหาเราได้เหมือนกัน โดยเราดูได้จาก 2 ทางคือ

  1. ดูโดยตรงจากเพจ Facebook ที่เราเห็นโฆษณา โดยที่เราไปดูได้ว่าทำรูปแบบโฆษณายังไงบ้าง และกำลังขายอะไรอยู่
  2. ดูจาก Facebook Ads Library โดยเป็นเครื่องมือของทาง Facebook ที่เราเข้าไปพิมพ์ชื่อเพจและดูโฆษณาของแต่ละเพจได้เหมือนกัน

หากใครไม่รู้วิธีการใช้งานลองไปอ่านเพิ่มที่นี่ได้เลยนะ https://marketinginsecret.com/target-facebook/#facebooktarget

10. เว็บไซต์ขายปลีกเจ้าใหญ่ๆ

เว็บขายของ

บางเจ้าอาจจะไม่ได้ลงขายบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่างๆ แต่ก็ยังมีในด้านของเว็บไซต์ที่พวกเขาย่อมทำไว้อย่างแน่นอน อันนั้นเราก็ไปดูได้ว่าเค้าขายอะไรบ้าง อะไรขายดี และลองเอามาเป็นไอเดียหาของขายที่ใกล้เคียงหรือไม่ก็เป็นส่วนเสริมของสินค้านั้นๆ อีกทั้งบางเจ้าอาจจะเปิดรับตัวแทนทำให้เรามีโอกาสได้ขายสินค้าใหม่ๆ อีกด้วย

สรุป

สำหรับบางคน การหาสินค้าอาจจะง่ายกกว่าการทำการตลาด ซึ่งบางคนอาจจะมองเพียงแค่สินค้านั้นขายดี ไม่ได้มองถึงว่าสินค้าของเราแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างไร ลองมองหาถึง Pain Point ลูกค้าดู และค่อยหาสินค้าไปขายให้กับลูกค้ากลุ่มนั้น ยังไงเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน