แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย

การที่ยอดขายตกแทบจะเป็นเรื่องปกติของทุกธุรกิจที่ต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้ แต่บางครั้งมันอาจจะไม่ได้ตกลงไปมากมายจนถึงขั้นเกิดวิกฤต แต่ส่วนใหญ่ช่วงนี้หลายคนก็จะเผชิญปัญหาที่ยอดขายตกลงไปมาก มากเกินกว่า 50% โดยเฉพาะคนที่ขายผ่านช่องทาง eCommerce และฝั่ง Social Media ล้วนแล้วก็เจอปัญหานี้ด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้ไม่รู้ว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง และจะแก้ไขอย่างไรดีเดียวเรามาวิเคราะห์กันว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

1. เกิดคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ขึ้นมา

การขายของออนไลน์หากคุณเป็นคนที่รับมาขายไปก็มักจะเจอปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะไม่ว่าใครก็สามารถหามาขายได้เหมือนกัน นอกจากนี้การหาสินค้ามาขายก็ไม่ได้มีความยากเท่ากับเมื่อก่อน เพราะโลกออนไลน์ก็เชื่อมต่อและพูดคุยกับเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ทำให้โอกาสในการเกิดคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ก็มีมากขึ้นด้วย ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนปัญหานี้ก็ส่งผลอย่างมาก เพราะบางครั้งพวกเขาที่เข้ามาใหม่ก็ไม่ได้ตั้งกำไรเผื่อไว้ในอนาคต เพียงแค่ขอให้ขายได้ก็พอและกลายเป็นว่าขายตัดราคาไปซะงั้น อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ทำให้ยอดขายตกได้เหมือนกัน

2. โดนตัดราคาสินค้า

ข้อนี้จะเป็นสาเหตุที่ต่อเนื่องกับข้อที่ 1 พูดง่ายๆ คือ เมื่อมีคนขายเข้ามาใหม่ในกลุ่มสินค้าชนิดเดียวกันหรือรับมาจากแหล่งเดียวกัน โอกาสในการขายตัดราคาก็ค่อนข้างมาก เพราะคนที่เข้ามาใหม่มักจะมาด้วยการทำราคาสินค้าให้ถูกก่อนเพื่อสร้างฐานลูกค้า แล้วก็ปรับกลับมาราคาเดิม

ช่วงนี้ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อคนที่ขายสินค้าก่อนทำให้ยอดขายของเราตกลงได้ ตรงนี้อาจจะต้องหาสินค้าอื่นๆ มาเสริมทดแทนรายได้ที่ขาดไป หรือไม่ก็ถ้าราคาสู้ไหวก็ปรับให้เท่าๆ กันก็ได้ แต่เรื่องราคาแอดไม่แนะนำให้ลงไปเล่นเนื่องจากว่านอกจากตลาดจะพังแล้วเราก็จะพังตามไปด้วย แถมหลายคนที่เข้ามาเล่นเรื่องราคาสุดท้ายก็ต้องเข้าเนื้อแถมจะฟื้นตัวกลับมาก็ยากเพราะทุนหายหมด

3. ปรับเปลี่ยนแผนการตลาดใหม่

บางครั้งสำหรับคนขายของออนไลน์ก็จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ธุรกิจของเรามียอดขายที่มากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งการปรับเปลี่ยนแผนงานหรือแผนการตลาดก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเราด้วยเช่นกันหากปรับไม่ถูก ดังนั้นเราอาจจะสันนิษฐานได้หากการปรับแล้วไม่มันเวิร์คหรือมียอดขายที่ลดลงมากๆ ก็อาจจะกลับไปลองวางแผนใหม่และแก้ไขดู

4. การปรับเปลี่ยนรายละเอียดหรือปรับปรุงตัวสินค้า

ในเรื่องของการปรับปรุงสินค้าหรือรายละเอียดสินค้าก็มักจะส่งผลกระทบทั้งด้านดีและด้านไม่ดีได้เหมือนกัน เป็นหมดทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพื่อให้ธุรกิจของเราเติบโตมากยิ่งขึ้นก็จะมีการปรับปรุงเรื่อยๆ เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพของเนื้อหา

ดังนั้นถ้าเกิดเราได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสินค้าหรือปรับปรุงเนื้อหา แต่พบว่ามันไม่ได้ดีขึ้นอาจจะต้องมีการหยุดการปรับก่อน แล้วก็ค่อยวิเคราะห์หาทางใหม่อีกที

ยกตัวอย่างเช่น คนที่ทำโฆษณา Facebook บ่อยๆ พวกเขามักจะไม่ได้ทำคอนเทนต์แค่ประเภทเดียวเท่านั้น แต่มีการทำคอนเทนต์ไว้หลากหลายตัวมากเพื่อเป็นการทดสอบว่าตัวไหนดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแบบรูปภาพ แบบวิดีโอสั้น วิดีโอยาว ถ่ายตัวสินค้า ถ่ายสินค้าพร้อมกับอธิบายสรรพคุณ ฯลฯ ทั้งนี้เราก็ต้องเป็นคนทดสอบเองด้วยว่าแบบไหนถึงจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

5. สินค้าเสื่อมความนิยม

สินค้าทุกชิ้นย่อมมีระยะเวลาการขายไม่เท่ากันอยู่แล้ว หากพูดง่ายๆ คือมันอยู่ในเรื่องของ Product Life Cycle ที่จะแบ่งเป็น 4 ระยะด้วยกันคือ

  • ขั้นเริ่มต้นหรือขั้นแนะนำ (Introduction)
  • ขั้นเจริญเติบโต (Growth)
  • ขั้นเจริญเติบโตเต็มที่ (Maturity)
  • ขั้นถดถอย (Decline)

ซึ่งหากเราขายสินค้าพวกนี้ยังไงเราต้องเข้าใจเลยว่าไม่มี่สินค้าตัวไหนที่จะขายดีไปตลอด แม้กระทั่งกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยก็ด้วยเช่นกัน บางครั้งพอมันผ่านระยะเวลาไปสักพักก็จะเริ่มมียอดขายลดลงไปเรื่อยๆ เราอาจจะเดาสาเหตุได้อีกอย่างคือสินค้าของเราเริ่มถึงขีดจำกัดแล้ว ดังนั้นเราอาจจะต้องมีการพัฒนา ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างเพื่อให้มันกลับมาอยู่ในขั้นที่ 2 ได้อีกครั้ง ซึ่งเราสามารถฟื้นกลับมาได้ทุกสินค้าอยู่แล้ว อยู่ที่การปรับปรุงนั่นเอง

6. ใช้วิธีการแบบเดิมๆ

เหมือนข้อนี้จะดูไม่มีผลกระทบอะไร แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างมาก ส่งผลกระทบทำให้ยอดขายตกได้ เพราะแอดคิดว่าเพื่อนๆ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าโลกออนไลน์จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้วิธีการทำแบบเดิมๆ จะใช้งานไม่ได้ผลอีกต่อไป คุณจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอด

เคสนี้ให้เพื่อนๆ ลองดุบริษัทใหญ่ๆ แนวหน้าระดับประเทศที่จะมีการพัฒนาปรับปรุงพัฒนาตลอด มีแนวทางใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นคุณเองก็ควรจะหาโอกาสใหม่ เช่น ใช้วิดีโอแบบสั้น เพราะหลายแพลตฟอร์มก็เข้ามามีบทบาท และเพิ่มการมองเห็นให้กับฟีเจอร์วิดีโอแบบสั้นเยอะมากขึ้น ดังนั้นคุณไม่ควรพลาดที่จะลองเลย

7. เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น

เรื่องพฤติกรรมของลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่อยู่คู่กับการทำการตลาดมาตั้งแต่ยุคสมัยก่อน ต้องบอกว่าเรื่องนี้ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการให้ถูกใจกับลูกค้าของเรา ซึ่งมันจะช่วยแก้ไขปัญหายอดขายตกให้กับเราได้

โดยข้อมูลต่างๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นคือ อายุ เพศ รายได้ ระยะเวลาในการซื้อ ส่วนลดหรือคูปอง (ถ้ามีการใช้) เพราะไว้เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และใช้ในการปรับปรุงได้

สรุป

เรื่องยอดขายตกต้องบอกเลยว่าเป็นปัญหาใหญ่อย่างมากสำหรับทุกธุรกิจ และแน่นอนว่าต้องมีการเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าใครจะหาสาเหตุเจอได้ไวและแก้ไขได้ก่อนก็จะทำให้ธุรกิจกลับมาอยู่จุดเดิมหรือกลับไปดียิ่งขึ้นอีก ดังนั้นอย่าเพิ่งตกใจที่ยอดขายตก

ให้กลับไปดูธุรกิจของเราและวิเคราะห์สาเหตุก่อน หากเรารู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรก็จะช่วยให้เราประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณ และไม่เปลืองแรงรวมถึงได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนอีกด้วย


แชร์แบ่งปันกับเพื่อนๆ ได้เลย
Shopping cart0
There are no products in the cart!
Continue shopping